5 พฤติกรรมเสี่ยง "ตับหด" รู้ตัวอีกทีหมดทางรักษา อย่าโทษแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

5 พฤติกรรมเสี่ยง "ตับหด" รู้ตัวอีกทีหมดทางรักษา อย่าโทษแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

5 พฤติกรรมเสี่ยง "ตับหด" รู้ตัวอีกทีหมดทางรักษา อย่าโทษแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

5 พฤติกรรมเสี่ยง "ตับหด" พังผืดสะสมไม่รู้ตัว กว่าจะแสดงอาการป่วยก็สายเกินไป รักษาไม่ได้แล้ว

ในทางการแพทย์ "ตับหด" ไม่ใช่ชื่อโรคอย่างเป็นทางการ และไม่ได้เกิดขึ้นจากพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งในเวลาอันสั้น และตับไม่ได้หดตัวไปเฉยๆ แต่เกิดจากการที่ตับถูกทำลายสะสมอย่างยาวนาน จนเกิด "พังผืด" แทรกซึมไปทั่วตับ ยิ่งพังผืดเยอะ ตับก็ยิ่งแข็งและเล็กลง  ผิวขรุขระ หรือมีรูปร่างผิดปกติ จนหยุดทำงานไปในที่สุด!

ตับแข็งเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ตับแข็งเป็นภาวะที่ตับได้รับความเสียหายและเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจึงสร้างพังผืดขึ้นมาแทนเนื้อเยื่อตับที่เสียหาย เมื่อพังผืดสะสมมากขึ้น โครงสร้างและการไหลเวียนเลือดภายในตับจะผิดปกติ ส่งผลให้ตับทำงานได้ลดลง

ในช่วงแรกผู้ป่วยอาจไม่มีอาการอย่างชัดเจน บางคนรู้ตัวเมื่อโรคดำเนินไปมากแล้ว การลดพฤติกรรมเสี่ยงและตรวจสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เบาหวาน ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือมีประวัติไวรัสตับอักเสบ

1. ดื่มแอลกอฮอล์หนักหรือดื่มต่อเนื่องเป็นประจำ

แอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคตับเรื้อรัง การดื่มในปริมาณมากหรือต่อเนื่องอาจทำให้เกิดไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์ ตับอักเสบ และพัฒนาไปสู่ตับแข็งได้ หากยังดื่มต่อหลังพบว่าตับเริ่มผิดปกติ ความเสียหายอาจรุนแรงและเกิดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่มีปริมาณการดื่มที่สามารถรับประกันได้ว่าปลอดภัยสำหรับทุกคน เพราะความเสี่ยงขึ้นอยู่กับเพศ อายุ น้ำหนัก พันธุกรรม โรคประจำตัว และยาที่ใช้ ผู้ที่ตรวจพบไขมันพอกตับ ตับอักเสบ หรือตับแข็งควรปรึกษาแพทย์เรื่องการหยุดดื่มอย่างเหมาะสม

2. กินหวาน มัน และได้รับพลังงานเกินเป็นเวลานาน

การรับประทานอาหารหวานจัด มันจัด และมีพลังงานสูงเป็นประจำ รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มและเกิดไขมันสะสมในตับ โดยเฉพาะเมื่อมีพฤติกรรมนั่งนานและออกกำลังกายน้อย

ภาวะไขมันพอกตับจากความผิดปกติทางเมตาบอลิกพบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง เบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันในเลือดผิดปกติ หรือกลุ่มอาการเมตาบอลิก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้พัฒนาเป็นโรครุนแรง แต่บางรายอาจเกิดตับอักเสบ พังผืด และตับแข็งตามมาได้

3. เสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบโดยไม่ป้องกัน

ไวรัสตับอักเสบบีและซีสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งอาจนำไปสู่พังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ ความเสี่ยงอาจเกิดจากการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ เช่น ใช้เข็มหรือของมีคมร่วมกัน สักหรือเจาะด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สะอาด และมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

ผู้ที่ไม่เคยตรวจไวรัสตับอักเสบ มีสมาชิกในครอบครัวเป็นไวรัสตับอักเสบบี หรือเคยมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจคัดกรอง ปัจจุบันไวรัสตับอักเสบบีสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ส่วนไวรัสตับอักเสบซีมีแนวทางรักษาที่สามารถกำจัดเชื้อได้ในผู้ป่วยจำนวนมาก

4. ใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมโดยไม่ระวัง

ยา สมุนไพร และอาหารเสริมบางชนิดสามารถทำให้เกิดภาวะตับบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะการรับประทานเกินขนาด ใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิดร่วมกัน หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบส่วนประกอบและแหล่งผลิตอย่างชัดเจน

คำว่า “ธรรมชาติ” ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยต่อตับเสมอไป ผู้ที่มีโรคตับอยู่เดิมยิ่งต้องระมัดระวัง และไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตนเอง หากมีอาการผิดปกติหลังเริ่มยา สมุนไพร หรืออาหารเสริม ควรนำผลิตภัณฑ์ทั้งหมดไปให้แพทย์ตรวจสอบ

5. รู้ว่าตับผิดปกติแต่ไม่ตรวจติดตาม

โรคตับหลายชนิดแทบไม่แสดงอาการในระยะแรก ผู้ที่ตรวจพบค่าตับสูง ไขมันพอกตับ ไวรัสตับอักเสบ หรือพังผืดในตับ แต่ไม่เข้ารับการรักษาและยังทำพฤติกรรมเดิมต่อ อาจทำให้ความเสียหายสะสมจนรักษาได้ยากขึ้น

การรักษาสาเหตุของโรคตับตั้งแต่ระยะแรกอาจช่วยชะลอหรือหยุดการสะสมของพังผืดได้ แพทย์อาจแนะนำให้ควบคุมน้ำหนัก งดแอลกอฮอล์ รักษาไวรัสตับอักเสบ ปรับยา หรือติดตามภาวะแทรกซ้อนตามสาเหตุของแต่ละคน

กรณีศึกษา

นพ. เฉียน เจิ้งหง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารและตับจากไต้หวัน ได้เปิดเผยอุทาหรณ์สุดช็อกของหนุ่มวัย 33 ปี ที่ตรวจพบภาวะไขมันพอกตับระดับปานกลาง แต่เพราะมุ่งมั่นทำงานหนักจนลืมดูแลตัวเอง จึงหายหน้าไปนานถึง 14 ปีโดยไม่เคยกลับมาติดตามอาการ

ทว่าเมื่ออายุเข้าวัย 47 ปี เขาต้องกลับมาพบแพทย์อีกครั้งด้วยอาการ "ท้องบวมโตผิดปกติ" และผลการตรวจอัลตราซาวนด์ก็ทำเอาทีมแพทย์ต้องตกตะลึง เมื่อตับของเขาเกิดการแข็งและหดตัวอย่างรุนแรง จากความหนาเดิม 11 เซนติเมตร เหลือเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 7 เซนติเมตร หรือคิดเป็นขนาดแค่ 1 ใน 3 ของตับปกติ เท่านั้น

โดยอวัยวะภายในเต็มไปด้วยน้ำขัง จนเกิดภาวะแทรกซ้อนขั้นวิกฤต ทั้งอาเจียนเป็นเลือดและเส้นเลือดโป่งพอง คนไข้ต้องวิ่งวุ่นเข้าโรงพยาบาลทุกสัปดาห์เพื่อเจาะดูดน้ำออกจากช่องท้อง รวมปริมาณน้ำที่เจาะออกมา มากกว่า 10,000 ซีซี เพื่อบรรเทาความทรมาน และสุดท้ายเหลือทางรอดเดียวในชีวิตคือ "การผ่าตัดเปลี่ยนตับ" เท่านั้น

นอนดึกทำให้ตับหดจริงหรือไม่?

การนอนดึกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ตับหดหรือตับแข็งโดยตรง แต่การนอนน้อยเป็นประจำอาจสัมพันธ์กับพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น กินอาหารดึก กินพลังงานเกิน ออกกำลังกายน้อย น้ำหนักเพิ่ม หรือควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี

เช่นเดียวกับการกินอาหารไม่ตรงเวลา หรืออดอาหารเป็นบางมื้อ ซึ่งไม่ได้ทำให้ตับหดทันที สิ่งที่สำคัญกว่าคือปริมาณพลังงานรวม คุณภาพอาหาร น้ำหนักตัว การดื่มแอลกอฮอล์ โรคประจำตัว และการใช้ยาอย่างเหมาะสม

สัญญาณเตือนโรคตับที่ไม่ควรมองข้าม

โรคตับระยะแรกอาจไม่มีอาการ หรือมีเพียงอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักลด และรู้สึกไม่สบายบริเวณชายโครงด้านขวา เมื่อโรครุนแรงขึ้นอาจพบตัวเหลือง ตาเหลือง คันตามผิวหนัง ฟกช้ำง่าย ท้องบวม และขาบวม

หากมีอาการสับสน ง่วงซึมผิดปกติ ท้องบวมมาก อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ ควรไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนจากโรคตับระยะรุนแรง

ป้องกันอย่างไร ไม่ให้ตับกลายเป็นพังผืด?

  • ลด ละ เลิก: เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหวาน ของทอด

  • กินอาหารเน้นธรรมชาติ: เช่น สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน เน้นผัก ผลไม้ ไขมันดี

  • ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ: ช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินและสลายไขมันพอกตับได้ดีมาก

  • ตรวจสุขภาพประจำปี: เช็กค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) และตรวจหาไวรัสตับอักเสบสม่ำเสมอ

สรุป

ตับเป็นอวัยวะที่อดทนมาก ไม่ค่อยร้องบอกว่าเจ็บปวดจนกว่าจะพังไปแล้วกว่า 70-80% เริ่มดูแลตับตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ตับจะแข็งและหดตัวจนสายเกินไป  การควบคุมน้ำหนัก เลือกอาหารที่สมดุล ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ป้องกันไวรัสตับอักเสบ และตรวจติดตามเมื่อพบความผิดปกติ เป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงที่โรคตับจะพัฒนาไปสู่ตับแข็งระยะรุนแรง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล