ไม่ร้องไห้ในงานศพ ไม่ได้แปลว่า "ไม่เสียใจ" ถอดรหัสจิตวิทยา คนเศร้ามีอยู่ 2 ประเภท

ไม่ร้องไห้ในงานศพ ไม่ได้แปลว่า "ไม่เสียใจ" ถอดรหัสจิตวิทยา คนเศร้ามีอยู่ 2 ประเภท

ไม่ร้องไห้ในงานศพ ไม่ได้แปลว่า "ไม่เสียใจ" ถอดรหัสจิตวิทยา คนเศร้ามีอยู่ 2 ประเภท
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไม่ร้องไห้ในงานศพ ไม่ได้แปลว่าไม่เสียใจ ถอดรหัสจิตวิทยา คนเศร้ามี 2 ประเภท คุณเป็นแบบไหน?

ในงานศพ เรามักเห็นภาพคนร้องไห้จนแทบหมดแรง ขณะที่บางคนกลับนิ่ง เงียบ และจัดการทุกอย่างได้ตามปกติ จนถูกคนรอบข้างตั้งคำถามว่า “ไม่เสียใจเลยหรือ” หรือถึงขั้นถูกมองว่าใจแข็ง ทั้งที่ในความเป็นจริง น้ำตาอาจไม่ได้เป็นตัววัดว่าคนหนึ่งคนรักหรือผูกพันกับผู้จากไปมากแค่ไหน

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุในแนวทางด้านสุขภาพจิตว่า ผู้คนมีวิธีแสดงความโศกเศร้าที่แตกต่างกัน บางคนแสดงอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจน ขณะที่บางคนแทบไม่แสดงออก และคนที่ไม่ร้องไห้ก็อาจรู้สึกเจ็บปวดทางอารมณ์อย่างลึกซึ้งไม่ต่างจากคนที่ร้อง เพียงแต่มีวิธีแสดงความรู้สึกในรูปแบบอื่น

สอดคล้องกับบทความวิชาการเรื่อง Grief and bereavement: what psychiatrists need to know ในวารสาร World Psychiatry ซึ่งอธิบายว่า ความโศกเศร้ามีความแตกต่างอย่างมากในแต่ละคน ทั้งด้านรูปแบบ ความรุนแรง และระยะเวลา จึงไม่มีวิธีแสดงความเศร้าแบบใดแบบหนึ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องเป็นเหมือนกัน

ทำไมบางคน “ร้องไห้ไม่ออก” หลังสูญเสียคนที่รัก?

หลังเผชิญความสูญเสีย บางคนอาจมีช่วงเวลาที่รู้สึกชา เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่เป็นความจริง หรือรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่กลับไม่สามารถเข้าถึงความรู้สึกของตัวเองได้เต็มที่ ลักษณะเช่นนี้สามารถพบได้ในกระบวนการตอบสนองต่อความสูญเสีย และไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นไม่มีความรู้สึกหรือไม่รักผู้เสียชีวิต

บทความใน World Psychiatry อธิบายว่า ปฏิกิริยาหลังการสูญเสียสามารถมีได้หลากหลาย ทั้งความเศร้า ความคิดถึง ความรู้สึกชา ความโกรธ ความรู้สึกผิด รวมถึงช่วงเวลาที่สามารถกลับไปใช้ชีวิตหรือรู้สึกมีความสุขได้ตามปกติ การมีอารมณ์เหล่านี้สลับกันจึงไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นกำลังเสียใจ “ผิดวิธี”

บางคนอาจอธิบายประสบการณ์ของตัวเองว่า “ไม่ใช่ว่าไม่อยากร้อง แต่รู้สึกเหมือนร้องไม่ออก” หรือบางคนกลัวว่าหากเริ่มปล่อยความรู้สึกออกมาแล้วจะหยุดไม่ได้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การบังคับให้ผู้สูญเสียต้องร้องไห้ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เขารับมือกับอารมณ์ในวิธีของตัวเอง

บางคนเศร้าด้วยการร้อง บางคนเศร้าด้วยการลงมือทำ

ความโศกเศร้าไม่ได้มีหน้าตาเดียว งานวิจัยในวารสาร OMEGA – Journal of Death and Dying ศึกษารูปแบบการไว้ทุกข์ที่เรียกว่า Intuitive Grief และ Instrumental Grief พบหลักฐานสนับสนุนว่าคนเราอาจมีแนวโน้มจัดการความสูญเสียในรูปแบบที่แตกต่างกัน

กลุ่มที่มีลักษณะ Intuitive Grief มักแสดงความรู้สึกอย่างชัดเจน เช่น ร้องไห้ พูดถึงความรู้สึก หรือหวนคิดถึงผู้เสียชีวิต ขณะที่รูปแบบ Instrumental Grief มักเน้นการคิด การแก้ปัญหา และการลงมือทำมากกว่า เช่น จัดการเอกสาร ติดต่อญาติ เตรียมงานศพ หรือดูแลเรื่องต่าง ๆ ให้เรียบร้อย

งานวิจัยดังกล่าวไม่ได้สรุปว่ารูปแบบใด “ดีกว่า” อีกแบบ แต่ชี้ว่าทั้งสองเป็นรูปแบบการรับมือที่แตกต่างกัน ดังนั้น การที่ใครสักคนหันไปจัดการงานแทนที่จะนั่งร้องไห้ จึงไม่ควรถูกนำไปตีความทันทีว่าเขารู้สึกเสียใจน้อยกว่า

โดยเฉพาะคนที่เติบโตมากับบทบาท “เสาหลักของครอบครัว” เช่น เป็นพี่คนโต ต้องดูแลพ่อแม่ หรือเคยชินกับการเก็บความรู้สึก อาจรู้สึกว่าทุกคนในบ้านล้มได้ แต่ตัวเองยังต้องเป็นคนที่ยืนอยู่เพื่อจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้ผ่านไป

ความรู้สึกผิดและเรื่องค้างคา อาจทำให้ความเศร้าซับซ้อนยิ่งขึ้น

อีกเหตุผลหนึ่งคือ ความสัมพันธ์กับผู้เสียชีวิตอาจไม่ได้มีเพียงความรักและความคิดถึง แต่อาจมีทั้งความโกรธ ความเสียดาย และความรู้สึกผิดปะปนกัน เช่น เคยทะเลาะกันแต่ยังไม่ได้คืนดี เคยรับปากว่าจะทำบางอย่างร่วมกันแต่ยังไม่ได้ทำ หรือดูแลคนป่วยมานานจนเคยรู้สึกเหนื่อยและอยากให้ความทรมานนั้นจบลง

หลังจากอีกฝ่ายเสียชีวิต ความคิดเหล่านี้อาจย้อนกลับมาทำให้รู้สึกผิดหรือโทษตัวเอง งานทบทวนใน World Psychiatry ระบุว่า ความรู้สึกผิดสามารถเกิดขึ้นได้ในกระบวนการโศกเศร้า แต่หากมีความรุนแรงมากผิดปกติหรือดำเนินต่อเนื่องจนรบกวนการใช้ชีวิต ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

3 สิ่งที่กระตุ้นความเศร้าให้กลับมารุนแรง?

1. ของธรรมดาที่คุ้นเคย

มีเรื่องเล่าหนึ่งจากจีนเกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่ง หลังพ่อเสียชีวิต เขาเป็นคนจัดการทุกอย่างในงานศพ ทั้งติดต่อรถ รับแขก ดูแลญาติ และคอยประคองแม่ที่ร้องไห้จนหมดแรง แต่ตัวเขาเองกลับไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว

ญาติบางคนจึงพูดกันลับหลังว่า เขา “ใจแข็ง” และไม่เสียใจที่พ่อจากไป แต่หลายเดือนต่อมา มีคนพบเขานั่งนิ่งอยู่กลางตลาด ในมือกำผักชนิดหนึ่งที่พ่อชอบนำไปทำเกี๊ยว เขานั่งอยู่อย่างนั้นและลุกขึ้นแทบไม่ไหว เพราะความเศร้าไม่จำเป็นต้องปรากฏอย่างรุนแรงทันทีหลังการสูญเสียเสมอไป บางครั้งคนหนึ่งอาจรู้สึกเหมือนตัวเอง “ยังไหว” อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่สิ่งเล็ก ๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับผู้เสียชีวิตจะกระตุ้นความรู้สึกกลับมาอีกครั้ง

WHO ยังให้ข้อมูลว่า ผู้สูญเสียบางคนอาจรู้สึกดีขึ้นอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เมื่อมีบางสิ่งทำให้นึกถึงคนที่จากไป ความเศร้าอาจกลับมารุนแรงราวกับเกิดเหตุการณ์ขึ้นใหม่ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในกระบวนการโศกเศร้าตามธรรมชาติ

2. กลิ่น

หนึ่งในสิ่งที่กระตุ้นความทรงจำได้อย่างทรงพลังคือ “กลิ่น” งานทบทวนในวารสาร Psychonomic Bulletin & Review ที่ศึกษาปรากฏการณ์ odor-evoked autobiographical memory พบว่า ความทรงจำส่วนบุคคลที่ถูกกระตุ้นด้วยกลิ่นมีลักษณะแตกต่างจากความทรงจำที่ถูกกระตุ้นด้วยภาพ คำ หรือเสียง และมักมีความเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทางอารมณ์อย่างเด่นชัด

งานวิจัยด้านความทรงจำจากกลิ่นยังพบว่า ความทรงจำประเภทนี้สามารถทำให้ผู้คนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตอย่างสดชัด และเกิดความรู้สึกราวกับถูกพาย้อนกลับไปยังช่วงเวลานั้นอีกครั้ง นี่จึงช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมบางคนอาจไม่ร้องไห้ในงานศพ แต่กลับน้ำตาไหลทันทีเมื่อได้กลิ่นน้ำหอมที่แม่เคยใช้ ได้กลิ่นอาหารที่พ่อเคยทำ หรือได้ยินเพลงที่มีความทรงจำร่วมกัน

3.วันสำคัญ

นอกจากกลิ่นและสิ่งของต่าง ๆ แล้ว วันสำคัญก็สามารถกระตุ้นความรู้สึกหลังการสูญเสียได้เช่นกัน งานทบทวนอย่างเป็นระบบในวารสาร Death Studies ซึ่งรวบรวมงานวิจัย 58 ชิ้น พบหลักฐานเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า bereavement anniversary reactions หรือปฏิกิริยาความโศกเศร้าในช่วงวันครบรอบ

ปฏิกิริยาดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะวันครบรอบการเสียชีวิตเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นในวันเกิด เทศกาล หรือโอกาสสำคัญที่มีความหมายร่วมกับผู้เสียชีวิตได้ โดยอาจพบทั้งความรู้สึกโศกเศร้า อาการทางจิตใจ หรืออาการทางกายที่กลับมาชัดเจนขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ดังนั้น การที่ความเศร้ากลับมาอีกครั้งหลังเหตุการณ์ผ่านไปหลายเดือนหรือหลายปี ไม่ได้แปลว่าคนคนนั้น “กลับไปเริ่มต้นใหม่” หรือไม่สามารถก้าวต่อไปได้เสมอไป

ความเศร้าไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง

หนึ่งในแนวคิดสำคัญด้านจิตวิทยาความสูญเสียคือ Dual Process Model of Coping with Bereavement ของ Margaret Stroebe และ Henk Schut ซึ่งอธิบายว่า ผู้สูญเสียไม่ได้อยู่ในความเศร้าแบบเดียวตลอดเวลา แต่จะสลับไปมาระหว่างการเผชิญหน้ากับความสูญเสียและการกลับไปจัดการชีวิต

ด้านหนึ่งเรียกว่า Loss-Oriented เป็นช่วงที่คิดถึงผู้จากไป ร้องไห้ หวนระลึกถึงความทรงจำ หรือรู้สึกถึงความว่างเปล่า ส่วนอีกด้านเรียกว่า Restoration-Oriented คือการกลับไปจัดการชีวิต เช่น ทำงาน ดูแลครอบครัว จัดการเอกสาร หรือเรียนรู้การใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่หลังจากอีกฝ่ายไม่อยู่แล้ว

สิ่งสำคัญของแนวคิดนี้คือกระบวนการที่เรียกว่า Oscillation หรือการสลับไปมาระหว่างสองด้าน บางวันคนหนึ่งอาจร้องไห้หนักมาก แต่วันรุ่งขึ้นสามารถกลับไปทำงาน หัวเราะ หรือทำกิจกรรมตามปกติ ก่อนที่อีกหลายวันต่อมาความคิดถึงจะกลับมาอีกครั้ง

การเปลี่ยนไปมานี้ไม่ได้หมายความว่ากำลัง “ถอยหลัง” แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรับตัวต่อความสูญเสียตามแนวคิด Dual Process Model

คนในครอบครัวอาจเสียใจไม่เหมือนกัน

เมื่อแต่ละคนมีวิธีรับมือความเศร้าที่แตกต่างกัน ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นได้คือการเข้าใจผิดกันภายในครอบครัว คนหนึ่งอาจร้องไห้อย่างหนัก ขณะที่อีกคนกลับนิ่งและหันไปจัดการเรื่องต่าง ๆ จนคนที่ร้องคิดว่า “ทำไมเธอถึงไม่เสียใจเลย”

ในอีกมุม คนที่ไม่ร้องอาจกำลังคิดว่า “ถ้าฉันล้มอีกคน แล้วใครจะดูแลทุกอย่างต่อ” ทั้งสองคนจึงอาจมีความรักและความสูญเสียไม่ต่างกัน เพียงกำลังรับมือกับเหตุการณ์คนละแบบ

หลักการของ WHO จึงเน้นว่า ไม่มีวิธีแสดงความเศร้าที่ถูกหรือผิดเพียงวิธีเดียว และไม่ควรวิจารณ์ตัวเองหรือผู้อื่นเพียงเพราะวิธีแสดงความรู้สึกแตกต่างกัน

คำปลอบใจบางคำ อาจไม่ช่วยอย่างที่คิด

ประโยคอย่าง “ต้องเข้มแข็งนะ” “อย่าคิดมาก” “เวลาจะช่วยทุกอย่าง” หรือ “ฉันเข้าใจความรู้สึก” อาจพูดด้วยความหวังดี แต่สำหรับผู้สูญเสียบางคนกลับทำให้รู้สึกเหมือนกำลังถูกเร่งให้เลิกเศร้า

แนวทางของ WHO แนะนำว่า ไม่ควรกดดันให้ผู้ที่กำลังเผชิญความสูญเสียต้องพูดถึงเหตุการณ์หากยังไม่พร้อม แต่ควรรับฟังอย่างตั้งใจ ถามถึงสิ่งที่เขาต้องการ ช่วยจัดการความต้องการพื้นฐาน และเชื่อมโยงกับครอบครัวหรือคนที่สามารถให้การสนับสนุนได้

บางครั้งสิ่งที่ช่วยได้จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูดสวยงาม แต่อาจเป็นน้ำหนึ่งแก้ว การช่วยจัดการธุระ หรือประโยคง่าย ๆ ว่า “ฉันไม่รู้ว่าจะพูดอะไร แต่ถ้าอยากให้ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันจะอยู่ด้วย”

เมื่อไรความเศร้าควรได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ?

ความโศกเศร้าหลังสูญเสียคนสำคัญเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ และสำหรับคนส่วนใหญ่ ความรุนแรงของความรู้สึกจะค่อย ๆ ลดลงหรือเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตาม ในบางคน ความเศร้าอาจดำเนินต่อเนื่องอย่างรุนแรงและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน

ภาวะที่เรียกว่า Prolonged Grief Disorder มีเกณฑ์การวินิจฉัยที่แตกต่างกันเล็กน้อยตามระบบที่ใช้ โดยเกณฑ์ DSM-5-TR ของ American Psychiatric Association กำหนดว่าสำหรับผู้ใหญ่ ต้องมีปฏิกิริยาความโศกเศร้าอย่างรุนแรงต่อเนื่องอย่างน้อย 12 เดือนหลังการเสียชีวิต และต้องก่อให้เกิดความทุกข์หรือกระทบการใช้ชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งมากเกินกว่าที่คาดตามบริบททางสังคม วัฒนธรรม หรือศาสนา

ขณะที่แนวทางของ WHO ระบุว่า ใช้ระยะเวลาอย่างน้อยประมาณ 6 เดือนร่วมกับเงื่อนไขสำคัญอื่น ๆ เช่น ความคิดถึงหรือหมกมุ่นกับผู้เสียชีวิตอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดทางอารมณ์ และการใช้ชีวิตประจำวันที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก

ดังนั้น การที่ใครคนหนึ่งยังร้องไห้หรือคิดถึงผู้เสียชีวิตหลังผ่านไป 6 เดือนหรือ 1 ปี ไม่ได้หมายความว่าเป็นความผิดปกติโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาทั้งความรุนแรง ผลกระทบต่อการใช้ชีวิต และบริบททางวัฒนธรรมร่วมด้วย หากความเศร้าทำให้ไม่สามารถทำงาน กิน นอน ดูแลตัวเอง หรือเข้าสังคมได้อย่างต่อเนื่อง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

ไม่ร้องไห้ ไม่ได้แปลว่าไม่รัก

ท้ายที่สุด น้ำตาอาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายวิธีที่มนุษย์ใช้แสดงความเศร้า ไม่ใช่หลักฐานเพียงอย่างเดียวของความรักหรือความกตัญญู บางคนร้องไห้ในวันแรก บางคนร้องไห้หลังผ่านไปหลายเดือน ขณะที่บางคนแทบไม่ร้องเลย แต่ก็อาจรู้สึกถึงความสูญเสียอย่างลึกซึ้งไม่ต่างกัน

WHO ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า คนที่ไม่ร้องไห้อาจรู้สึกเจ็บปวดทางอารมณ์ลึกซึ้งเช่นเดียวกับคนที่ร้อง เพียงมีวิธีแสดงออกแตกต่างกัน ขณะที่หลักฐานด้านจิตวิทยาความโศกเศร้าก็สนับสนุนว่า การไว้ทุกข์และการปรับตัวหลังสูญเสียสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ

คนคนหนึ่งอาจแสดงความรักผ่านการดูแลผู้ป่วยมาหลายปี โทรหาพ่อแม่ทุกวัน หรืออยู่ข้าง ๆ ในวันที่อีกฝ่ายต้องการมากที่สุด สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถวัดได้จากจำนวนหยดน้ำตาในงานศพ

ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใครว่า “ไม่เสียใจ” เพียงเพราะเขาไม่ร้องไห้ อาจต้องจำไว้ว่า ความเศร้าของมนุษย์ไม่ได้มีหน้าตาเดียว และความรักก็ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำตาเป็นเครื่องพิสูจน์เสมอไป

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล