ไม่ควรใช้พัดลม เมื่ออากาศร้อนเกิน 40 องศา? WHO เฉลยพร้อมเหตุผล! : เช็กข่าวชัวร์

WHO เตือน อุณหภูมิเกิน 40 องศาฯ เปิดพัดลมอาจยิ่งร้อน จริงแค่ไหน?
ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดทั่วโลก มีการแชร์คำเตือนว่า หากอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ไม่ควรเปิดพัดลม เพราะยิ่งเปิดอาจยิ่งทำให้ร่างกายร้อนขึ้น โดยกระแสดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างมาก หลังเมืองยางซาน ประเทศเกาหลีใต้ วัดอุณหภูมิได้สูงถึง 42.5 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ซึ่งถือเป็นอุณหภูมิสูงสุดของประเทศนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลสภาพอากาศ
ผลตรวจสอบ: จริง แต่ต้องเข้าใจบริบท
องค์การอนามัยโลก หรือ WHO มีคำแนะนำจริงว่า ควรใช้พัดลมไฟฟ้าเมื่ออุณหภูมิของสภาพแวดล้อมต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส และเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส กระแสลมจากพัดลมอาจทำให้ร่างกายได้รับความร้อนเพิ่มขึ้น แทนที่จะช่วยลดความร้อน อย่างไรก็ตาม คำเตือนดังกล่าวหมายถึงการไม่ควรใช้พัดลมเพียงอย่างเดียวเป็นวิธีหลักในการคลายร้อนภายในห้องที่ร้อนจัด ไม่ได้หมายความว่าต้องห้ามเปิดพัดลมในทุกสถานการณ์โดยเด็ดขาด
ทำไมเปิดพัดลมแล้วร่างกายอาจยิ่งร้อน?
พัดลมไม่ได้ลดอุณหภูมิภายในห้อง แต่ทำให้อากาศเคลื่อนที่ผ่านผิวหนัง เมื่ออากาศรอบตัวเย็นกว่าผิว กระแสลมจะช่วยระบายความร้อนและช่วยให้เหงื่อระเหยเร็วขึ้น จึงทำให้รู้สึกเย็นสบาย อย่างไรก็ตาม หากอากาศร้อนกว่าผิวหนังมาก กระแสลมอาจพาความร้อนจากอากาศเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้น
ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด ผลของพัดลมยังขึ้นอยู่กับความชื้น ความสามารถในการขับเหงื่อ อายุ สุขภาพ และภาวะขาดน้ำด้วย งานวิจัยที่ทดลองในสภาพอากาศประมาณ 39.2 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ประมาณ 49% พบว่า พัดลมทำให้ร่างกายสูญเสียเหงื่อเพิ่มขึ้น และในกลุ่มที่ขาดน้ำ พัดลมอาจเพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด แม้อุณหภูมิแกนกลางร่างกายจะไม่ได้แตกต่างกันอย่างชัดเจนก็ตาม
สำหรับผู้สูงอายุ ร่างกายอาจขับเหงื่อและควบคุมอุณหภูมิได้ลดลง การศึกษาบางส่วนพบว่า การใช้พัดลมที่อุณหภูมิประมาณ 42 องศาเซลเซียสอาจทำให้อุณหภูมิร่างกายและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลการศึกษาในสภาพอากาศร้อนชื้นระดับอื่นพบผลแตกต่างกันไป จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคนและทุกสภาพอากาศ
อุณหภูมิ 40 องศาฯ หมายถึงอุณหภูมิที่ไหน?
คำแนะนำนี้ควรพิจารณาจากอุณหภูมิบริเวณที่ร่างกายกำลังอยู่ โดยเฉพาะอุณหภูมิภายในห้อง ไม่ควรดูเฉพาะตัวเลขอุณหภูมิกลางแจ้งจากพยากรณ์อากาศเท่านั้น ตัวอย่างเช่น แม้อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 41 องศาเซลเซียส แต่หากอุณหภูมิภายในห้องต่ำกว่านั้นมาก การเปิดพัดลมก็ยังอาจช่วยระบายความร้อนได้
ในทางกลับกัน ห้องที่ปิดทึบ โดนแดดโดยตรง หรือมีหลังคาและผนังสะสมความร้อน อาจมีอุณหภูมิภายในสูงกว่ากลางแจ้งได้ ดังนั้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงควรมีเครื่องวัดอุณหภูมิภายในห้อง และไม่ควรใช้ความรู้สึกเย็นจากลมพัดเป็นตัวตัดสินว่าร่างกายปลอดภัยจากความร้อนแล้ว
WHO เตือนตั้งแต่ 35 องศาฯ แล้วหรือไม่?
แม้ WHO จะระบุจุดตัดสำหรับการใช้พัดลมไว้ที่ 40 องศาเซลเซียส แต่ในคำแนะนำฉบับเดียวกันยังระบุว่า เมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส พัดลมอาจช่วยให้รู้สึกสบายขึ้น แต่ไม่สามารถป้องกันโรคที่เกิดจากความร้อนได้อย่างเพียงพอ ดังนั้นตั้งแต่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส ไม่ควรคิดว่าการมีพัดลมเพียงเครื่องเดียวจะป้องกันฮีตสโตรกได้
หน่วยงานสาธารณสุขบางแห่งใช้คำแนะนำที่เข้มงวดกว่านี้ เช่น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ CDC แนะนำให้ใช้พัดลมเมื่ออุณหภูมิภายในห้องต่ำกว่า 90 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 32.2 องศาเซลเซียส เพราะเมื่อสูงกว่านั้น พัดลมอาจเพิ่มอุณหภูมิร่างกายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง
คำเตือนนี้ออกมาเพราะเกาหลีใต้ร้อน 42.5 องศาฯ หรือไม่?
ข่าวต้นทางอาจทำให้เข้าใจว่า WHO ออกคำเตือนดังกล่าวเพื่อตอบสนองต่อคลื่นความร้อนในเกาหลีใต้โดยตรง แต่เมื่อตรวจสอบวันที่พบว่า เอกสารข้อมูลเรื่องความร้อนและสุขภาพของ WHO ได้รับการเผยแพร่หรือปรับปรุงเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ขณะที่เกาหลีใต้บันทึกอุณหภูมิ 42.5 องศาเซลเซียสเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 จึงยังไม่มีหลักฐานว่า WHO ออกคำแนะนำนี้เพราะเหตุการณ์ในเกาหลีใต้โดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม คำแนะนำเรื่องการใช้พัดลมที่อุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสเป็นข้อมูลจริง และเคยปรากฏในคำแนะนำเกี่ยวกับคลื่นความร้อนของ WHO มาก่อนหน้านี้แล้ว
เมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาฯ ควรทำอย่างไร?
- อย่าใช้พัดลมเพียงอย่างเดียว ควรย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่เย็นกว่า ห้องปรับอากาศ อาคารสาธารณะที่มีระบบทำความเย็น หรือบริเวณร่มที่อุณหภูมิต่ำกว่า
- ลดความร้อนที่เข้าสู่บ้าน ปิดม่านหรือมู่ลี่ในช่วงกลางวัน ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น และเปิดหน้าต่างช่วงกลางคืนเมื่ออากาศภายนอกเย็นกว่าภายในบ้าน
- ทำให้ผิวหนังเย็นลง อาบน้ำเย็น เช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำ หรือฉีดละอองน้ำบนผิว การทำให้ผิวเปียกร่วมกับกระแสลมอาจช่วยให้ความร้อนระบายออกผ่านการระเหยของน้ำได้ดีขึ้น
- ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ WHO แนะนำให้ดื่มน้ำเป็นประจำ โดยทั่วไปประมาณหนึ่งแก้วต่อชั่วโมงและรวมอย่างน้อยวันละ 2–3 ลิตร แต่ผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคไต หรือได้รับคำสั่งจำกัดปริมาณน้ำ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก งดออกกำลังกายหรือทำงานกลางแจ้งในช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน และสวมเสื้อผ้าบาง เบา หลวม และระบายอากาศได้ดี
- ดูแลกลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่อยู่คนเดียว และผู้ป่วยโรคหัวใจ ปอด ไต เบาหวาน หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ
WHO ยังแนะนำว่า หากใช้เครื่องปรับอากาศ สามารถตั้งอุณหภูมิไว้ประมาณ 27 องศาเซลเซียสและเปิดพัดลมร่วมด้วย วิธีนี้จะช่วยกระจายลมเย็นและทำให้รู้สึกเสมือนอุณหภูมิต่ำลงประมาณ 4 องศาเซลเซียส โดยไม่จำเป็นต้องปรับเครื่องปรับอากาศให้เย็นจัด
สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบขอความช่วยเหลือ
หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการเป็นลม เวียนศีรษะ คลื่นไส้ สับสน เพ้อ หมดสติ หรือหยุดเหงื่อออก ควรสงสัยภาวะฮีตสโตรก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจเสียชีวิตได้ ให้รีบโทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ และย้ายผู้ป่วยไปยังบริเวณร่มหรือห้องปรับอากาศทันที
ระหว่างรอความช่วยเหลือ ควรใช้ผ้าเย็นหรือน้ำช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย คลายเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็น และสามารถใช้พัดลมร่วมกับการทำให้ผิวเปียกเพื่อเร่งการระเหยของน้ำได้ ดังนั้นคำเตือนเรื่องพัดลมที่อุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียส จึงไม่ได้หมายความว่าห้ามใช้พัดลมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดอุณหภูมิผู้ป่วยฉุกเฉิน
สรุปเช็กข่าวชัวร์
คำกล่าวที่ว่า “ไม่ควรใช้พัดลมเมื่ออากาศร้อนเกิน 40 องศาเซลเซียส” ถือว่าจริงตามคำแนะนำของ WHO แต่ควรอธิบายให้ครบว่า หมายถึงไม่ควรใช้พัดลมเพียงอย่างเดียวในห้องที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส เพราะลมร้อนอาจเพิ่มความร้อนที่เข้าสู่ร่างกาย และการเสียเหงื่ออาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้
อย่างไรก็ตาม ผลของพัดลมขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายในห้อง ความชื้น อายุ สุขภาพ และภาวะน้ำในร่างกาย หากอากาศร้อนจัด ควรให้ความสำคัญกับการย้ายไปอยู่ในพื้นที่เย็น ใช้เครื่องปรับอากาศ ทำให้ผิวหนังเปียก ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม และสังเกตอาการเจ็บป่วยจากความร้อน มากกว่าพึ่งพาพัดลมเพียงอย่างเดียว
- ปิดพัดลมแล้ว จำเป็นต้อง 'ถอดปลั๊ก' ทุกครั้งไหม? EVN เผยคำตอบที่หลายคนเข้าใจผิด!
- เปิด 10 อันดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า "กินไฟสูง" เผยชัดชั่วโมงละกี่บาท? แอร์ยังอยู่แค่อันดับ 3

ข้อมูลอ้างอิง: องค์การอนามัยโลก (WHO), ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) และงานวิจัยด้านการใช้พัดลมในสภาพอากาศร้อนจัดที่เผยแพร่ใน JAMA Network Open
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

