ลูกสาว 8 ขวบ เสียชีวิต 30 วัน หลังตรวจพบมะเร็งไต พ่อขมขื่นบอก "ผมเองคือฆาตกร!"

ลูกสาว 8 ขวบ เสียชีวิต 30 วัน หลังตรวจพบมะเร็งไต พ่อขมขื่นบอก "ผมเองคือฆาตกร!"

ลูกสาว 8 ขวบ เสียชีวิต 30 วัน หลังตรวจพบมะเร็งไต พ่อขมขื่นบอก "ผมเองคือฆาตกร!"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เด็กหญิงวัย 8 ขวบเสียชีวิตหลังตรวจพบมะเร็งไตเพียง 30 วัน ผู้เป็นพ่อร่ำไห้บอก “ผมเองคือฆาตกร”

หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งไตระยะสุดท้ายเป็นเวลาเพียง 30 วันอันแสนสั้น เด็กหญิงวัย 8 ขวบก็จากไปอย่างสงบ ในวินาทีที่ได้รับข่าวร้าย ผู้เป็นพ่อถึงกับเข่าทรุด คุกเข่าร่ำไห้ด้วยความสำนึกผิดที่สายเกินแก้

การจากไปอย่างรวดเร็วของน้อง "ลี่ลี่" (ไต้หวัน, จีน) ได้ทิ้งความเจ็บปวดร้าวรานใจไว้ให้กับครอบครัว โดยเฉพาะผู้เป็นพ่อ ในขณะเดียวกัน เรื่องราวนี้ยังเป็นสัญญาณเตือนภัยราคาแพงให้กับผู้ปกครองทุกคนเกี่ยวกับพฤติกรรมการตามใจลูกหลานในชีวิตประจำวัน

ตามการบอกเล่าของครอบครัว ลี่ลี่มีความชื่นชอบเป็นพิเศษในเรื่องของเค้กและขนมหวาน โดยน้อยคนนักจะรู้ว่าพฤติกรรมนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความรักของพ่อซึ่งมีอาชีพเป็นช่างทำขนม

ปรากฏว่าตั้งแต่น้องลี่ลี่อายุได้เพียง 2 ขวบ ผู้เป็นพ่อมักจะหอบขนมหวานและเค้กที่เหลือจากการทำงานกลับมาฝากลูกสาวอยู่เป็นประจำ เมื่อเห็นลูกสาวกินอย่างเอร็ดอร่อย ครอบครัวจึงไม่ได้ห้ามปรามแถมยังตามใจให้เธอทานขนมหวานได้ตลอดเวลา

เค้กและเบเกอรีไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหารว่างเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นอาหารเช้า อาหารมื้อดึก และหลายๆ วันลี่ลี่ก็ทานขนมพวกนี้แทนมื้อหลักไปเลย เมื่อเห็นลูกสาวอ้วนท้วมขึ้นและดูน่ารัก ผู้เป็นพ่อจึงภูมิใจเสมอว่าตนกำลังมอบสิ่งที่ดีที่สุดและหวานที่สุดให้ลูก โดยไม่รู้เลยว่าหายนะกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบๆ

ทุกอย่างแดงขึ้นเมื่อพ่อแม่สังเกตเห็นว่าลี่ลี่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วและมักจะบ่นปวดท้องอย่างรุนแรงอยู่เสมอ ตอนแรกครอบครัวคิดว่าลูกแค่อาหารไม่ย่อยจึงซื้อยามาให้ทานเอง แต่เมื่ออาการปวดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ผู้เป็นพ่อจึงรีบพาลูกสาวไปตรวจที่โรงพยาบาล

ผลตรวจทำให้คนในครอบครัวถึงกับใจสลาย: เด็กหญิงวัย 8 ขวบได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งไตระยะสุดท้าย พร้อมทั้งมีภาวะตับถูกทำลายอย่างรุนแรงและระบบเผาผลาญในร่างกายร่างกายรวนไปหมด แม้แพทย์จะพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่น้องลี่ลี่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้เนื่องจากภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบลุกลามเร็วเกินไป เธอจากไปหลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้เพียง 30 วันเท่านั้น

เมื่อแพทย์วิเคราะห์สาเหตุของโรคว่ามีที่มาจากพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลปริมาณมหาศาลติดต่อกันนานถึง 6 ปีเต็ม ผู้เป็นพ่อก็ถึงกับสติแตก ในความคิดของเขา โรคเหล่านี้เป็นโรคของผู้ใหญ่ และจะมีแต่คนที่ดื่มเหล้าเมามาย มีเพศสัมพันธ์สำส่อน หรือใช้ชีวิตแย่ๆ เท่านั้นที่จะเป็นได้ เขาเข่าทรุดลงคุกเข่าร่ำไห้อยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยพร้อมกับตะโกนว่า: “ทั้งหมดเป็นความผิดของผม! ผมคือฆาตกร”

นพ.อู๋ เซิงถัง (Wu Sheng-tang) จากไต้หวัน กล่าวถึงเคสนี้ว่า ขนมหวานมีปริมาณน้ำตาลและแป้งขัดขาวสูงมาก การบริโภคทุกวันทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น บังคับให้ไตต้องทำงานหนักเกินขีดจำกัดเพื่อกรองเลือดติดต่อกันหลายปี ซึ่งอันตรายยิ่งขึ้นกับร่างกายที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ของเด็ก

การรับน้ำตาลเกินขนาดอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบอันรุนแรงใน 2 ทางหลัก:

  • ประการแรก: ทำให้ระบบฮอร์โมนแปรปรวน น้ำตาลส่วนเกินทำให้ระดับอินซูลินสูงขึ้น ไปกระตุ้นการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย

  • ประการที่สอง: ทำลายการทำงานของไตและตับ โดยบังคับให้อวัยวะที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ต้องทำงานหนักเกินพิกัดต่อเนื่องถึง 6 ปี จนเกิดการอักเสบทุนลามทั่วร่างกาย เซลล์ไตถูกกัดเซาะและตับได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคนี้มักก่อตัวอย่างเงียบๆ และไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก ทำให้ผู้ปกครองชะล่าใจปล่อยผ่าน ในขณะที่เด็กๆ ยังขาดความรู้เรื่องโรคภัยและไม่สามารถอธิบายความเจ็บป่วยของตัวเองได้อย่างแม่นยำ

เพื่อหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมอันน่าสลดใจเช่นกรณีของน้องลี่ลี่ นพ.อู๋ ย้ำเตือนว่าพ่อแม่ควรใส่ใจเป็นพิเศษหากเด็กมีอาการผิดปกติเหล่านี้:

  • เด็กบ่นปวดบริเวณเอวหรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง

  • ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะแสบขัด หรือปัสสาวะมีสีเข้มผิดปกติ (สงสัยว่ามีเลือดปนในปัสสาวะ)

  • น้ำหนักลดฮวบโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่างกายซีดเซียว อ่อนเพลียแม้จะยังกินอาหารได้ปกติ

  • มีไข้ต่ำๆ ช่วงเย็นหรือกลางคืนติดต่อกันโดยไม่ทราบสาเหตุ

นอกจากนี้ ผู้ปกครองควรควบคุมปริมาณน้ำตาลและเกลือในมื้ออาหารประจำวันของลูกอย่างเข้มงวด เน้นผลไม้สดและน้ำเปล่า โดยเฉพาะเด็กที่มีนิสัยการกินที่ไม่ค่อยดีนัก พ่อแม่ควรพาบุตรหลานไปตรวจคัดกรองการทำงานของไตด้วยการอัลตราซาวนด์และตรวจปัสสาวะเป็นประจำ เพื่อจะได้ตรวจพบความผิดปกติได้อย่างทันท่วงที

 

(ที่มา: Good Morning Health, Sohu)

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล