ลูกใครมีบ้าง? เกิดมาพร้อม 4 จุด "ขี้เหร่" บนใบหน้า แต่โตขึ้นรับรองว่าสวยหล่อ!

ลูกใครมีบ้าง? เกิดมาพร้อม 4 จุด "ขี้เหร่" บนใบหน้า แต่โตขึ้นรับรองว่าสวยหล่อ!

ลูกใครมีบ้าง? เกิดมาพร้อม 4 จุด "ขี้เหร่" บนใบหน้า แต่โตขึ้นรับรองว่าสวยหล่อ!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ลูกหน้าตาแปลกตอนเกิดเรื่องจริงไหม? 4 ลักษณะนี้บอกเลยว่าโตขึ้นสวยหล่อแน่!

แม่ๆ เคยสังเกตไหม 4 ลักษณะ "หน้าตาแปลกๆ" ของทารก ที่แท้คือสัญญาณลูกโตขึ้นจะหน้าตาดี

มีคุณแม่หลายคนที่เพิ่งคลอดลูกแล้วแอบรู้สึกใจแป้วเหมือนกันใช่ไหมล่ะคะ? สมัยตอนท้อง เราต่างก็วาดฝันว่าลูกน้อยเกิดมาจะต้องผิวขาวอมชมพู หน้าตาจิ้มลิ้ม แก้มป่อง ตาโตแป๋วแหววเหมือนตุ๊กตาบนทีวี แต่พอพยาบาลอุ้มเจ้าตัวเล็กมาให้ยลโฉมครั้งแรก ทำเอาคุณแม่หลายคนถึงกับอึ้งไปเลย—ผิวแดงก่ำย่นยู่ยี่ ตาบวมเป่งจนแทบมองไม่เห็นลูกตา ดั้งแหมบแถมหูยังกางใหญ่ พูดตามตรงคือตอนนั้นลูกหน้าตา "แปลก" เสียเหลือเกิน!

เราแอบกระซิบสามีด้วยความกังวลว่า “ลูกเราจะหน้าตาแบบนี้ไปตลอดเลยเหรอ?” เพิ่งจะมีน้องที่ทำงานเพิ่งคลอดลูกคนแรก เวลาไปเยี่ยมทีไรเธอก็มักจะบ่นอุบด้วยความกลุ้มใจว่า "หน้าตาก็ดีกันทั้งพ่อทั้งแม่ ทำไมลูกคลอดออกมาหน้าตาแปลกจังคะพี่? โตไปจะไปจีบหนุ่มจีบสาวที่ไหนได้เนี่ย!"

ดิฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นดีค่ะ เพราะตอนคลอดลูกคนโตก็เคยจิตตกอยู่เป็นอาทิตย์ เผลอเอาลูกไปเปรียบเทียบกับ "ลูกบ้านอื่น" กลัวว่าลูกเราจะหน้าตาขี้เหร่สู้คนอื่นเขาไม่ได้

แต่พอผ่านจุดนั้นมาได้ถึงได้รู้ความจริงว่า: เด็กทารกแรกเกิดหลายคนที่หน้าตาธรรมดาหรือดูแปลกตา แค่ปล่อยให้โตขึ้นอีกสักหน่อยก็จะ "ฉายแววสวยหล่อ" ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในทางกลับกัน เด็กบางคนที่ตอนเกิดหน้าตาคมชัดเป๊ะตั้งแต่แรก โตขึ้นมากลับธรรมดาเสียอย่างนั้น

ทำไมเด็กแรกเกิดถึงดู "หน้าตาแปลกๆ" แต่พอโตขึ้นกลับกลายเป็นหนุ่มหล่อสาวสวย?

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายคนมักรีบด่วนสรุปหน้าตาของลูกตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ค่ะ!

จากคำแนะนำของกุมารแพทย์ โครงสร้างใบหน้าและผิวพรรณของทารกแรกเกิดยังพัฒนาไม่เต็มที่ ลักษณะที่เห็นตอนเพิ่งคลอดเป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น โดย 4 ลักษณะที่ชวนให้คิดว่าลูกหน้าตาไม่น่ารัก แท้จริงแล้วกลับเป็นสัญญาณเตือนว่าลูกโตขึ้นจะสวยหล่อโดดเด่นแน่นอน!

1. ผิวแดงก่ำและมีรอยย่น

เพราะเจ้าตัวเล็กแช่อยู่ในน้ำคร่ำนานถึง 9 เดือน 10 วัน แถมชั้นผิวหนังยังบางเฉียบ ผิวจึงเหี่ยวย่นและแดงก่ำเป็นเรื่องธรรมดา นี่คือ "ลุคดั้งเดิม" ของแท้จากท้องแม่ พออายุได้ประมาณ 2–3 เดือน ผิวของลูกจะเต่งตึงขึ้น รอยแดงหายเกลี้ยง เด็กกลุ่มนี้โตขึ้นมักจะมีผิวเนียนนุ่ม ขาวผ่อง และแทบไม่มีสิวรบกวน เพราะพื้นฐานผิวดีอยู่แล้ว แค่รอเวลา "ฉายแสง" เท่านั้นเองค่ะ

2. ตาบวมเป่ง ทรงตาเรียวยาว

เปลือกตาของทารกแรกเกิดเกือบทุกคนจะมีอาการบวมน้ำ ทำให้ลืมตาได้นิดเดียวจนพ่อแม่กังวลว่าลูกจะเป็นคนตาชั้นเดียวหรือตาเล็กหยี อาการบวมนี้จะยุบลงไปเองภายใน 1–2 เดือนค่ะ เมื่อตาหายบวมแล้ว ทรงตาเรียวยาวตามธรรมชาติจะทำให้แววตาดูกลมโต สดใส และมีความลึกซึ้ง—เป็นดวงตาที่มีเสน่ห์น่ามอง ยิ่งมองยิ่งหลงใหล ไม่ใช่ตาโตแบ๊วแบบบล็อกเดียวกันทั้งหมด

3. ดั้งแหมบ ปลายจมูกโต

โครงสร้างจมูกของทารกส่วนใหญ่เป็นกระดูกอ่อน ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ดั้งจึงแบนราบเป็นเรื่องปกติธรรมดามากค่ะ กระดูกจมูกจะเติบโตและโด่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึงช่วงวัยรุ่น ยิ่งตอนเด็กดั้งแบนราบเท่าไหร่ พื้นที่และโอกาสที่จมูกจะโด่งพุ่งในอนาคตยิ่งมีมากเท่านั้น เมื่อโตขึ้นสันจมูกจะสวยเข้ารูปโด่งรั้นเองตามธรรมชาติ

ลูกชายคนโตของบ้านนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนค่ะ ตอนเกิดจมูกแบนราบเป็นสระอิ แต่พออายุ 18 ปี สันจมูกพุ่งโด่งเป็นสันสวยเป๊ะทุกมุม จนเพื่อนๆ ทักว่าไปทำศัลยกรรมจมูกที่ไหนมา! คุณพ่อคุณแม่บางท่านใจร้อน ชอบเอานิ้วไปดึงหรือบีบจมูกให้ลูกโด่ง บอกเลยว่าอันตรายมากนะคะเพราะเสี่ยงทำลายเยื่อบุโพรงจมูกของลูกได้

4. หูใหญ่และใบหนา

ขนาดใบหูของเด็กแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุ ช่วงเกิดใหม่ๆ ใบหูอาจจะดูหนาและกางใหญ่ดูเก้งก้าง แต่จริงๆ แล้วนี่คือสัดส่วนโครงหน้าและองค์ประกอบบนใบหน้าที่สมบูรณ์แบบ เมื่อโครงหน้าของลูกเริ่มขยายและได้รูป ใบหูที่ใหญ่และหนาพอดีจะช่วยให้องค์ประกอบโดยรวมของใบหน้าดูสมส่วน มีมิติ และมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร

สรุปก็คือ ความ "หน้าตาแปลกๆ" ของเด็กแรกเกิดเป็นเพียงภาพลวงตาเพราะร่างกายยังเติบโตไม่เสร็จสิ้น 4 ลักษณะนี้แหละค่ะคือคีย์สำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต!

คุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไร เพื่อรักษา "ต้นทุนความงาม" ตามธรรมชาติของลูก?

เมื่อเข้าใจกฎข้อนี้แล้ว พ่อแม่ก็สบายใจหายห่วงได้เลยค่ะ อย่างไรก็ตาม การดูแลเอาใจใส่ในชีวิตประจำวันนี่แหละที่จะเป็นตัวกำหนดว่าลูกจะได้ดึงเอาความดูดีตามธรรมชาติออกมาได้เต็มที่หรือไม่ ลองทำตาม 4 เคล็ดลับนี้ดูนะคะ:

  1. หมั่นเปลี่ยนท่านอน (ป้องกันหัวแบน หน้าเบี้ยว): กะโหลกศีรษะของทารกนิ่มมาก หากให้นอนตะแคงหรือนอนหงายท่าเดิมตลอดเวลา หัวอาจแบนหรือหน้าเบี้ยวได้ คุณแม่ควรสลับท่านอนให้ลูกทุกๆ 2–3 วัน (สลับนอนหงาย ตะแคงซ้าย ตะแคงขวา) เพื่อให้ศีรษะทุยสวยและโครงหน้าสมส่วน

  2. ห้ามบีบนวด ดึงอวัยวะบนใบหน้าเด็ดขาด: โบราณอาจจะเคยบอกต่อๆ กันมาว่าให้ช่วยดึงจมูก ดึงหูให้โด่งสวย แต่ความจริงไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับเลยค่ะ กระดูกอ่อนและจมูกของลูกบอบบางมาก การไปบีบไปนวดอาจทำให้เกิดการอักเสบหรือกระดูกผิดรูปได้ ปล่อยให้ร่างกายลูกพัฒนาไปตามธรรมชาติดีที่สุดค่ะ

  3. ห้ามใช้หมอนสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือน: การให้เด็กเล็กหนุนหมอนเร็วเกินไปจะส่งผลเสียต่อกระดูกสันหลังส่วนคอแถมเสี่ยงภาวะหายใจไม่ออกหากหมอนเคลื่อนมาปิดจมูก ปล่อยให้นอนราบไปกับพื้นนอนที่ปลอดภัย ปล่อยศีรษะตามสบาย จะช่วยให้โครงสร้างกระดูกใบหน้าพัฒนาได้อย่างสมดุล

  4. ดูแลผิวพรรณและเพิ่มความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ: อาบน้ำอุ่นให้ลูกเบาๆ และทาโลชั่นหรือครีมบำรุงผิวสูตรสำหรับเด็กหลังอาบน้ำทุกครั้ง การรักษาความชุ่มชื้นจะช่วยป้องกันผิวแห้ง ผื่นแดง และช่วยบำรุงผิวหน้าของลูกให้เนียนนุ่มน่าหอมตั้งแต่เด็ก

คุณแม่จำไว้นะคะว่า โครงหน้าและพันธุกรรมเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่บุคลิกภาพ ผิวพรรณ รูปทรงศีรษะ และรูปร่างหน้าตา จะดูดีขึ้นได้มากแค่ไหนนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ด้วยมือของคุณพ่อคุณแม่นี่แหละค่ะ!

การเลี้ยงลูกคือเส้นทางที่ต้องอาศัยความอดทนสูง โครงสร้างกระดูกและรายละเอียดบนใบหน้าของลูกจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และเด็กแต่ละคนก็มีความน่ารักในแบบฉบับของตัวเอง

แทนที่จะนั่งกังวลว่าลูกหน้าตาเหมือนใคร จะสวยหรือจะขี้เหร่ การตั้งใจดูแลเรื่องอาหารการนอน และมอบความรักความอบอุ่นให้ลูกในทุกๆ ช่วงวัย คือสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ

ให้เวลากับเจ้าตัวเล็กอีกสักนิดนะคะ เบบี๋ตัวจิ๋วที่หน้าตาย่นยู่ยี่ในวันนั้น อีกไม่นานก็จะเติบโตกลายเป็นเด็กน้อยที่น่ารักสดใส และเป็นเด็กที่พิเศษที่สุดในใจของพ่อแม่อย่างแน่นอน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล