ทำไมคนวัย 40+ ชอบมี "จุดขาวปริศนา" ขึ้นตามตัว? หมอผิวหนังเปิดสาเหตุแท้จริง

ผิวเริ่มมี "จุดขาวปริศนา" หลังวัย 40! หมอเผยไม่ใช่เกลื้อน ไม่ใช่ด่างขาว ยิ่งอายุเยอะยิ่งขึ้นเยอะ
เชื่อว่าหลายคนเมื่อส่องกระจกหรือสังเกตผิวบริเวณแขนและขาของตัวเอง มักจะตกใจเมื่อพบจุดสีขาวเล็กๆ โผล่ขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเปลี่ยนแปลงนี้มักสร้างความกังวลใจให้ใครหลายคน บางคนคิดว่าร่างกายขาดวิตามิน หรือกลัวว่าตนเองกำลังเป็น "โรคด่างขาว" (Vitiligo) แต่ในความเป็นจริงแล้ว หมอผิวหนังระบุว่า จุดขาวเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเพียงสัญญาณการเปลี่ยนแปลงตามวัยที่พบได้เป็นปกติ
ไม่ใช่โรคด่างขาว! หมอเฉลยสาเหตุจุดขาวปริศนา
พญ. หลิน ยู่นซวน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง จากไต้หวัน ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านแฟนเพจว่า จุดขาวเล็กๆ เหล่านี้ทางการแพทย์เรียกว่า "โรคเม็ดสีลดลงคล้ายหยดน้ำโดยไม่ทราบสาเหตุ" (Idiopathic Guttate Hypomelanosis หรือ IGH) ซึ่งเป็นภาวะการแก่ตัวของผิวหนังที่พบได้บ่อยมากและไม่มีอันตราย โดยมักจะเริ่มปรากฏให้เห็นในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และมีแนวโน้มที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น
ลักษณะเด่นของจุดขาว IGH มักเกิดขึ้นบริเวณท่อนแขน หน้าแข้ง หลังมือ หรือบริเวณผิวหนังที่มักจะสัมผัสกับแสงแดด โดยจะมีลักษณะเป็นจุดวงกลมหรือวงรีสีขาวขนาดเล็ก ขอบเขตชัดเจน ไม่มีอาการเจ็บหรือคัน และที่สำคัญคือ "ไม่ใชโรคติดต่อ"

ทำไมผิวถึงเกิดจุดขาว? แสงแดดเกี่ยวจริงหรือ
หมอหลินอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดจุดขาวบนผิวหนังคาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการร่วงโรยตามธรรมชาติของผิว พันธุกรรม ประวัติการเกิดบาดแผล การสะสมของรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) รวมถึงการเสื่อมสภาพของเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes)
แม้ว่าจุดขาวเหล่านี้มักจะขึ้นในบริเวณที่โดนแดด แต่ในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันแน่ชัดว่ารังสี UV เป็นสาเหตุหลักโดยตรง และยังไม่มีหลักฐานว่าการทาครีมกันแดดจะช่วยป้องกันหรือลดการเกิดจุดขาวชนิดนี้ได้ อย่างไรก็ตาม แพทย์ยังคงแนะนำให้ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เพราะการป้องกันแสงแดดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพผิวโดยรวม ทั้งช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง ชะลอริ้วรอย และลดการเกิดฝ้ากระจุดด่างดำ
จำเป็นต้องรักษาหรือไม่?
เนื่องจากภาวะนี้เป็นภาวะที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การไม่รักษาก็ไม่ได้ส่งผลเสียใดๆ ส่วนใหญ่ผู้ที่เข้ารับการรักษามักทำเพื่อความสวยงามเท่านั้น โดยวิธียอดนิยมในปัจจุบันมีตั้งแต่การทายา (กลุ่มสเตียรอยด์ อนุพันธ์วิตามินเอ หรือยาทาปรับภูมิคุ้มกัน) การรักษาด้วยความเย็น การผลัดเซลล์ผิวด้วยเคมี การกรอผิว ไปจนถึงการทำเลเซอร์
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ในการรักษาจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และยังไม่มีวิธีใดที่การันตีผลลัพธ์ได้ 100%
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี