ชายหมดสติหวิดไม่รอด! หลัง "หักยา" ครึ่งเม็ดกิน หมอเตือนอันตราย เผย 5 ยา ห้ามหัก บด เคี้ยว

ชายหมดสติหวิดไม่รอด! หลัง "หักยา" ครึ่งเม็ดกิน หมอเตือนอันตราย เผย 5 ยา ห้ามหัก บด เคี้ยว

ชายหมดสติหวิดไม่รอด! หลัง "หักยา" ครึ่งเม็ดกิน หมอเตือนอันตราย เผย 5 ยา ห้ามหัก บด เคี้ยว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ชายจีนหักยาความดันครึ่งเม็ด หวังลดขนาดยา ผ่านไป 30 นาทีหมดสติ หมอเตือนอย่าปรับยาเอง

ชายวัยกลางคนตัดสินใจหักยาลดความดันโลหิตกินเพียงครึ่งเม็ด เพราะคิดว่าจะช่วยลดปริมาณยาและอาการอ่อนเพลีย แต่หลังจากนั้นไม่นานกลับมีอาการหน้ามืด ความดันลดฮวบจนหมดสติ ครอบครัวต้องเร่งนำส่งโรงพยาบาล แพทย์ชี้ต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่การกินยา “มากเกินไป” แต่เกิดจากการทำลายกลไกควบคุมการปลดปล่อยยาภายในเม็ดยา

เหตุการณ์นี้กลายเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมหัก บด หรือเคี้ยวยาเอง โดยไม่ตรวจสอบก่อนว่ายาชนิดนั้นถูกออกแบบมาให้แบ่งเม็ดได้หรือไม่ เพราะแม้จะเป็นยาเม็ดเดียวกัน แต่การเปลี่ยนวิธีรับประทานอาจทำให้ยาออกฤทธิ์ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

คิดว่ากินยาครึ่งเม็ดจะปลอดภัยกว่า สุดท้ายความดันตกจนหมดสติ

ตามรายงานจากสื่อจีน ชายวัยกลางคนรายหนึ่งในมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน มีภาวะความดันโลหิตสูงและรับประทานยาควบคุมความดันตามแพทย์สั่งมาเป็นเวลาหลายปี ก่อนเกิดเหตุเขารู้สึกอ่อนเพลียและกังวลว่าการกินยาเต็มเม็ดอาจมากเกินความจำเป็น

หลังอ่านข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เขาจึงตัดสินใจหักยาออกเป็นสองส่วนและกินเพียงครึ่งเม็ด โดยเชื่อว่าเป็นการลดขนาดยาอย่างง่าย ๆ แต่ประมาณ 30 นาทีต่อมา เขากลับมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืดอย่างรุนแรง ก่อนล้มลงหมดสติ

ครอบครัวรีบนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน แพทย์พบว่าความดันโลหิตของเขาลดลงอย่างมากจนแทบไม่สามารถวัดได้ โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและพ้นจากภาวะวิกฤตในที่สุด

ทำไมยิ่งหักครึ่ง ยิ่งเสี่ยงได้รับยารวดเร็วเกินไป?

รายงานระบุว่า ยาที่ชายคนดังกล่าวรับประทานเป็นยาเม็ดชนิดควบคุมการปลดปล่อย หรือยาที่ได้รับการออกแบบให้ตัวยาค่อย ๆ ออกมาในอัตราที่กำหนดต่อเนื่องหลายชั่วโมง เพื่อรักษาระดับยาในร่างกายให้สม่ำเสมอและลดความถี่ในการรับประทาน

เม็ดยาประเภทนี้อาจอาศัยชั้นเคลือบ เยื่อพิเศษ รูขนาดเล็ก หรือโครงสร้างภายในเม็ดยาในการควบคุมความเร็วของการปล่อยตัวยา เมื่อผู้ป่วยหัก เคี้ยว หรือบดเม็ดยา โครงสร้างดังกล่าวอาจเสียหาย ทำให้ตัวยาปริมาณมากถูกปล่อยออกมาในระยะเวลาสั้นกว่าที่กำหนด

สำหรับยาลดความดันโลหิต ผลที่ตามมาอาจเป็นการที่หลอดเลือดขยายตัวและความดันลดลงอย่างรวดเร็ว จนเกิดอาการหน้ามืด เป็นลม หรือภาวะรุนแรงอื่น ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ยาชนิดออกฤทธิ์นานทุกผลิตภัณฑ์จะมีปริมาณยาเป็นสามเท่าของยาเม็ดทั่วไป จึงต้องพิจารณาจากตัวยาและผลิตภัณฑ์แต่ละรายการ ไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวไปใช้เหมารวมกับยาทุกชนิด

ยา 5 กลุ่มที่ไม่ควรหัก บด เคี้ยว หรือเปิดเอง

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่ายาทุกเม็ดจะหักไม่ได้ เพราะยาเม็ดธรรมดาบางชนิดสามารถแบ่งตามรอยบากได้เมื่อแพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ แต่สำหรับยา 5 กลุ่มต่อไปนี้ ผู้ใช้ควรตรวจสอบฉลากและปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเปลี่ยนวิธีรับประทานทุกครั้ง

  1. ยาเม็ดควบคุมการปลดปล่อย

    ยาในกลุ่มนี้อาจมีคำว่า Controlled Release หรืออักษรย่อ CR บนฉลาก ได้รับการออกแบบให้ปล่อยตัวยาในอัตราที่ควบคุมไว้ การหัก บด หรือเคี้ยวอาจทำให้ระบบควบคุมเสียหายและเกิดการปล่อยยาเร็วผิดปกติ

  2. ยาเม็ดออกฤทธิ์นานหรือออกฤทธิ์เนิ่น

    อาจพบคำว่า Extended Release, Sustained Release, Modified Release หรืออักษรย่อ ER, XR, SR และ MR ยากลุ่มนี้ช่วยยืดระยะเวลาการออกฤทธิ์ หากบดหรือเคี้ยวอาจทำให้ระดับยาในร่างกายสูงขึ้นเร็ว เพิ่มโอกาสเกิดผลข้างเคียง หรือทำให้ฤทธิ์ยาอยู่ได้ไม่นานตามที่ควร

  3. ยาเม็ดเคลือบลำไส้หรือยาออกฤทธิ์หลังผ่านกระเพาะ

    ยาอาจมีคำว่า Enteric Coated, Gastro-resistant, Delayed Release หรืออักษรย่อ EC และ DR ชั้นเคลือบมีหน้าที่ป้องกันตัวยาจากกรดในกระเพาะ หรือป้องกันไม่ให้ยาระคายเคืองกระเพาะมากเกินไป หากบดหรือทำให้ชั้นเคลือบแตก ยาอาจเสื่อมก่อนถึงตำแหน่งที่ต้องการหรือเพิ่มการระคายเคืองได้

  4. ยาแคปซูลบางชนิด

    แคปซูลไม่ได้ห้ามเปิดทุกชนิด เพราะยาบางรายการอนุญาตให้เปิดแล้วโรยบนอาหารอ่อนได้ แต่บางแคปซูลบรรจุเม็ดเล็กที่มีสารเคลือบควบคุมการออกฤทธิ์ หรือมีตัวยาที่ไม่ควรสัมผัสผิวหนังและสูดดม จึงไม่ควรแกะแคปซูลเองโดยอาศัยเพียงลักษณะภายนอก

    ผู้ที่กลืนยาไม่สะดวกควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อพิจารณาเปลี่ยนเป็นยาน้ำ ยาละลายน้ำ หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม แทนการเปิดแคปซูลหรือบดเม็ดยาเอง

  5. ยาเม็ดฟู่

    ยาเม็ดฟู่ถูกออกแบบให้ละลายในน้ำตามปริมาณที่ระบุบนฉลากก่อนดื่ม ไม่ควรกลืน เคี้ยว หรืออมทั้งเม็ด เนื่องจากยาอาจเกิดฟองและก๊าซในปากหรือทางเดินอาหาร อีกทั้งยังทำให้ได้รับยาไม่ตรงตามวิธีที่ผู้ผลิตกำหนด

    ควรใช้ชนิดและปริมาณของน้ำตามฉลาก รอให้ยาละลายตามคำแนะนำ แล้วจึงดื่มทันที เพราะยาเม็ดฟู่แต่ละรายการอาจมีวิธีเตรียมแตกต่างกัน

มีรอยบากตรงกลาง ไม่ได้หมายความว่าหักได้ทุกเม็ด

หลายคนเข้าใจว่าเม็ดยาที่มีเส้นแบ่งตรงกลางสามารถหักครึ่งได้เสมอ แต่ในความเป็นจริงต้องตรวจสอบข้อมูลของผลิตภัณฑ์ร่วมด้วย เพราะรอยบนเม็ดยาบางรายการอาจไม่ได้รับการออกแบบเพื่อแบ่งขนาดยาอย่างแม่นยำ หรืออาจเป็นยาออกฤทธิ์นานที่แม้มีรอยแบ่งก็ยังมีข้อจำกัดในการใช้

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนแบ่งเม็ดยา โดยเฉพาะเมื่อฉลากหรือเอกสารกำกับยาไม่ได้ระบุชัดว่าสามารถแบ่งได้ การแบ่งยาเองยังอาจทำให้ยาแต่ละครึ่งมีปริมาณตัวยาไม่เท่ากันอีกด้วย

อย่าลด เพิ่ม หรือหยุดยาโรคเรื้อรังด้วยตัวเอง

หากกินยาแล้วรู้สึกอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ง่วงซึม หรือสงสัยว่าขนาดยาแรงเกินไป สิ่งที่ควรทำคือจดบันทึกอาการและติดต่อแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการหักยา ลดจำนวนเม็ด เพิ่มระยะห่าง หรือหยุดยาเอง

โดยเฉพาะยารักษาโรคเรื้อรัง เช่น ยาความดันโลหิต ยาเบาหวาน ยารักษาโรคหัวใจ ยากันชัก และยาทางจิตเวช การหยุดหรือเปลี่ยนขนาดยาอย่างกะทันหันอาจทำให้อาการของโรคควบคุมไม่ได้ หรือเกิดผลกระทบจากการถอนยาในบางกรณี

กินยาร่วมกับอาหารหรืออาหารเสริม ต้องดูเป็นรายชนิด

หลักการว่าอาหารเสริมต้องกินก่อนอาหาร หรือยาที่ระคายเคืองกระเพาะต้องกินหลังอาหาร 30 นาที ไม่สามารถใช้ได้กับทุกผลิตภัณฑ์ เพราะยาและอาหารเสริมแต่ละชนิดมีวิธีรับประทานแตกต่างกัน บางรายการต้องกินขณะท้องว่าง บางรายการต้องกินพร้อมอาหาร ขณะที่บางชนิดต้องเว้นห่างจากนม ยาลดกรด ธาตุเหล็ก หรือแคลเซียม

ผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด รวมถึงยาสมุนไพร ยาแผนจีน วิตามิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรนำรายการทั้งหมดให้แพทย์หรือเภสัชกรตรวจสอบ ไม่ควรกำหนดช่วงเวลาห่างกันเองเพียง 30 นาที เพราะปฏิกิริยาระหว่างผลิตภัณฑ์บางคู่ยังสามารถเกิดขึ้นได้แม้รับประทานคนละเวลา

ยานอนหลับและยาคลายกังวล ไม่ควรกินร่วมกับแอลกอฮอล์

อีกเรื่องที่ต้องระวังคือการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาที่ทำให้ง่วงหรือกดการทำงานของระบบประสาท เช่น ยานอนหลับ ยาคลายกังวลบางกลุ่ม ยาแก้แพ้บางชนิด และยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ เพราะฤทธิ์กดประสาทอาจเสริมกัน ทำให้ง่วงมาก สูญเสียการทรงตัว หมดสติ หรือกดการหายใจได้

การดื่มแอลกอฮอล์ยังอาจเปลี่ยนประสิทธิภาพหรือเพิ่มผลข้างเคียงของยาชนิดอื่น ดังนั้นควรอ่านคำเตือนบนฉลาก และสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งหากไม่แน่ใจว่าสามารถดื่มได้หรือไม่

การเก็บยาไม่ถูกต้อง อาจทำให้ยาเสื่อมก่อนวันหมดอายุ

ยาควรเก็บตามอุณหภูมิและเงื่อนไขบนฉลาก ไม่ควรนำยาทุกชนิดเข้าตู้เย็นโดยอัตโนมัติ เพราะความเย็นและความชื้นอาจทำให้ยาบางชนิดเสียหาย ยาทั่วไปควรเก็บในที่แห้ง หลีกเลี่ยงแสงแดด ความร้อน และบริเวณที่มีความชื้นสูง เช่น ห้องน้ำหรือใกล้เตาทำอาหาร

ส่วนอินซูลินที่ยังไม่เปิดใช้โดยทั่วไปมักต้องเก็บในตู้เย็นที่ประมาณ 2-8 องศาเซลเซียส ห้ามแช่แข็ง และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อนหรือแสงโดยตรง อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดใช้แล้ว ระยะเวลาและอุณหภูมิในการเก็บอาจแตกต่างกันตามยี่ห้อและรูปแบบบรรจุภัณฑ์ จึงต้องยึดข้อมูลบนฉลากของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก

หากเกิดอาการผิดปกติหลังรับประทานยา ควรทำอย่างไร?

หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก ใบหน้าหรือลำคอบวม หมดสติ ใจสั่นรุนแรง เจ็บหน้าอก หรือเวียนศีรษะจนยืนไม่ไหว ควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉินทันที ไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง

ควรนำซองยา แผงยา ขวดยา หรือภาพถ่ายฉลากไปให้แพทย์ดู พร้อมแจ้งจำนวนยาที่รับประทานและเวลาที่กินอย่างชัดเจน ส่วนผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงแต่เกิดขึ้นซ้ำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยาครั้งต่อไป ไม่ควรหัก เพิ่ม ลด หรือหยุดยาเอง

สรุปบทเรียนจากยาเพียงครึ่งเม็ด

เหตุการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าการหักยาทุกชนิดเป็นอันตราย แต่สะท้อนว่าเม็ดยาแต่ละรูปแบบถูกออกแบบมาไม่เหมือนกัน ยาบางชนิดสามารถแบ่งตามคำสั่งแพทย์ได้ ขณะที่บางชนิดต้องกลืนทั้งเม็ดเพื่อรักษากลไกการออกฤทธิ์และความปลอดภัย

ก่อนหัก บด เคี้ยว แกะแคปซูล หรือเปลี่ยนขนาดยา ควรตรวจฉลากและถามแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ เพราะการลดเหลือเพียงครึ่งเม็ด ไม่ได้แปลว่าร่างกายจะได้รับยาเพียงครึ่งหนึ่งอย่างที่หลายคนเข้าใจ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล