เล็บมีสีขาวเกิดจากอะไร? ทำไมบางคนเห็นชัด บางคนไม่มี แบบไหนอันตราย

เล็บมีสีขาวเกิดจากอะไร? ทำไมบางคนเห็นชัด บางคนไม่มี แบบไหนอันตราย

เล็บมีสีขาวเกิดจากอะไร? ทำไมบางคนเห็นชัด บางคนไม่มี แบบไหนอันตราย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เล็บมีสีขาวเกิดจากอะไร? ทำไมบางคนมีรอยเห็นชัด บางคนไม่มี รู้จักสัญญาณสุขภาพจากเล็บ แบบไหนที่ควรระวัง

เล็บมือเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ปรากฏให้เห็น อาจสร้างความกังกลใจให้กับหลายคน โดยเฉพาะ "รอยสีขาว" บนแผ่นเล็บ ซึ่งมักเป็นประเด็นถกเถียงและสร้างความกังวลใจอยู่บ่อยครั้งว่า สื่อถึงโรคหรือภาวะขาดสารอาหารจริงหรือไม่ เป็นสัญญาณเตือนโรคอะไรหรือเปล่า? 

รอยโค้งสีขาวบนฐานเล็บ คืออะไร?

รอยโค้งสีขาวบนฐานเล็บหรือโคนเล็บ เรียกว่า รอยพระจันทร์เสี้ยว มีชื่อทางการแพทย์ว่า “ลูนูลา” (Lunula) เป็นส่วนที่มองเห็นได้ของเนื้อเยื่อสร้างเล็บ (โคนเล็บ) ทำหน้าที่ผลิตเซลล์ใหม่ให้เล็บงอกยาวออกมา เหตุที่รอยเป็นสีขาว เนื่องจากตำแหน่งนี้เป็นส่วนปลายของเนื้อเยื่อสร้างเล็บ เซลล์เล็บยังอยู่ในช่วงก่อตัวและมีความหนามากกว่าส่วนอื่น ทำให้มองเห็นเส้นเลือดใต้เล็บได้น้อยลง จึงปรากฏเป็นสีขาวขุ่น โดยมักจะเห็นชัดที่สุดบริเวณนิ้วหัวแม่มือ ส่วนนิ้วอื่นๆ อาจมีขนาดเล็ก ถูกหนังหุ้มโคนเล็บบดบัง หรือมองไม่ค่อยเห็น

ทำไมบางคนไม่มีรอยพระจันทร์เสี้ยวบนเล็บเลย?

คนที่มองไม่เห็นรอยพระจันทร์เสี้ยวบนเล็บ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเนื้อเยื่อสร้างเล็บ เพราะรอยดังกล่าวอาจมีขนาดเล็กมาก หรือซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังและหนังหุ้มบริเวณโคนเล็บ จึงไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก โดยเฉพาะเล็บนิ้วก้อยและนิ้วอื่น ๆ ที่มักเห็นไม่ชัดเท่านิ้วหัวแม่มือ

ขนาดและความชัดของรอยพระจันทร์เสี้ยวแตกต่างกันตามโครงสร้างเล็บของแต่ละคน บางคนอาจเห็นเฉพาะนิ้วหัวแม่มือ ขณะที่บางคนมองไม่เห็นเลยทั้งสองมือ แต่หากเล็บยังมีสี รูปร่าง และความแข็งแรงตามปกติ รวมถึงไม่มีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ก็ถือเป็นความแตกต่างทางร่างกายที่พบได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาณของโรค

นอกจากนี้ เมื่ออายุมากขึ้น รอยพระจันทร์เสี้ยวอาจมีขนาดเล็กลงหรือมองเห็นได้น้อยลง การไม่เห็นรอยดังกล่าวในผู้สูงอายุจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตามวัยได้เช่นกัน

ไม่มีรอยพระจันทร์เสี้ยว ต้องตรวจสุขภาพหรือไม่?

หากมองไม่เห็นรอยพระจันทร์เสี้ยวมาตั้งแต่เดิม และเล็บไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่น โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องกังวล และไม่สามารถสรุปได้ว่ากำลังขาดวิตามิน แคลเซียม ธาตุเหล็ก หรือมีระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติจากลักษณะนี้เพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ควรพบแพทย์หากรอยพระจันทร์เสี้ยวที่เคยมองเห็นกลับหายไปอย่างชัดเจนพร้อมกันหลายเล็บ หรือมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น เล็บเปลี่ยนเป็นสีขาวเกือบทั้งแผ่น เหลือง หนา เปราะ ร่อน บวม เจ็บ หรือมีรูปร่างเปลี่ยนไป เพราะแพทย์จำเป็นต้องพิจารณาลักษณะเล็บร่วมกับอาการและประวัติสุขภาพ ไม่ควรวินิจฉัยโรคจากรอยพระจันทร์เสี้ยวเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลเท็จจากกระแสสังคม: "ลักษณะพระจันทร์เสี้ยวในเล็บมือสามารถบอกโรคได้"

จากข้อมูลของ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ยืนยันชัดเจนว่า ประเด็นเรื่องรอยพระจันทร์เสี้ยวสามารถบอกโรคได้นั้น "เป็นข้อมูลเท็จ" การมีหรือไม่มีรอยพระจันทร์เสี้ยวไม่ได้แปลว่าร่างกายผิดปกติ จึงไม่ควรวินิจฉัยโรคจากขนาดหรือความชัดของรอยพระจันทร์เสี้ยวเพียงอย่างเดียว

“ดอกเล็บ” คืออะไร? ต่างจากรอยพระจันทร์เสี้ยวอย่างไร?

ดอกเล็บ เป็นคำเรียกทั่วไปของจุดหรือปื้นสีขาวที่เกิดขึ้นบนแผ่นเล็บ มีชื่อทางการแพทย์ว่า Leukonychia ซึ่งเป็นคนละส่วนกับรอยพระจันทร์เสี้ยว (Lunula) ที่อยู่บริเวณโคนเล็บ

  • สาเหตุของดอกเล็บ: ส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เนื้อเยื่อสร้างเล็บได้รับการกระทบกระเทือนเล็กน้อย เช่น เล็บถูกกระแทก กัดเล็บ แคะเล็บ ตัดหนังหุ้มโคนเล็บแรงเกินไป หรือแพ้น้ำยาทาเล็บและกาวติดเล็บ

  • ความเชื่อเรื่องขาดแคลเซียม: ความเชื่อที่ว่าดอกเล็บเกิดจากการขาดแคลเซียมนั้น ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ โดยเฉพาะจุดสีขาวเล็กๆ เพียงไม่กี่จุด มักเกิดจากการบาดเจ็บทางกาย

  • จะหายไปเองไหม? หากเกิดจากการกระแทก ดอกเล็บมักจะค่อยๆ เคลื่อนจากโคนเล็บออกไปสู่ปลายเล็บตามการเจริญเติบโต และหายไปเองเมื่อตัดเล็บส่วนนั้นทิ้ง (เล็บมืออาจใช้เวลาหลายเดือน) ระหว่างนี้ควรหลีกเลี่ยงการแคะแกะเกาหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง

ดอกเล็บ

ดอกเล็บแบบไหนควรไปพบแพทย์?

  • จุดหรือรอยสีขาวเกิดขึ้นจำนวนมากพร้อมกัน มีลักษณะเป็นเส้นพาดขวางหลายเล็บ หรือขาวเกือบทั้งแผ่น

  • รอยไม่เคลื่อนออกไปตามการงอกของเล็บ

  • เล็บหนา เปราะ ร่อน เปลี่ยนเป็นสีเหลือง/น้ำตาล เจ็บ บวม แดง หรือมีอาการป่วยร่วมด้วย (เช่น ซีด เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด)

การดูแลรักษาเล็บให้มีสุขภาพดี:

  • เล็บที่มีสุขภาพดีคือ เล็บที่มีสีชมพูจางๆ จากผิวเนื้อใต้เล็บ พื้นผิวเรียบ ผิวหนังรอบเล็บแข็งแรง และมีความหนาพอดี

  • หมั่นรักษาความสะอาด ตัดเล็บแต่อย่าแคะซอกเล็บมากเกินไปเพื่อป้องกันแผลและการติดเชื้อ

  • ควรสวมถุงมือขณะทำงานบ้านหรือเมื่อต้องสัมผัสสารเคมี

  • หมั่นทาโลชั่นถนอมผิวที่มือและเล็บเป็นประจำ เพื่อให้เล็บแข็งแรง เงางาม และหากพบความผิดปกติที่ชัดเจนและรวดเร็ว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

ลักษณะความผิดปกติของเล็บที่แท้จริงและควรระวัง

หากต้องการสังเกตสัญญาณเตือนโรคจากเล็บ ควรดูที่ภาพรวมและความผิดปกติที่ชัดเจน ดังนี้:

1.เล็บที่มีความหนาหรือบางผิดปกติ: เล็บหนา เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือขาว ขรุขระ อาจเป็นโรคเชื้อรา

  • เล็บหนาหลายเล็บพร้อมกัน อาจเป็นโรคสะเก็ดเงิน
  • เล็บมีความบางและแอ่นคล้ายช้อน อาจเป็นโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก

2.เล็บเปลี่ยนสี: เล็บขาวครึ่งเล็บ พบได้ในโรคไตวายเรื้อรัง

  • เล็บขาวครึ่งเล็บ หรือ  2 ใน 3 ของเล็บ แต่ไม่ใช่ลักษณะของรอยพระจันทร์เสี้ยว พบได้ในโรคเบาหวาน ตับแข็ง และหัวใจวาย
  • เล็บขาวเป็นแถบขวาง อาจเป็นโรคโปรตีนในร่างกายต่ำ
  • เล็บที่มีสีขาวทั้งเล็บ (Total leukonychia) พบในผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางอย่าง เช่น มีความผิดปกติของยีนส่วน Phospholipase C, delta-1 (PLCD1)

3.ผิวหนังรอบเล็บบวมแดง: เกิดจากการเปื่อยยุ่ยเมื่อสัมผัสน้ำบ่อย, แพ้สารเคมี (เช่น น้ำยาล้างจาน) หรือมีการติดเชื้อราและแบคทีเรียจนบวมแดงมีหนอง

4.ปลายเล็บร่น: ขอบผิวหนังที่ติดกับเล็บร่นลง อาจเกิดจากโรคสะเก็ดเงิน โรคไทรอยด์ เชื้อรา ผื่นผิวหนังอักเสบ หรือการใช้ยาบางชนิดและการกระทบกระแทก

5.เล็บที่มีพื้นผิวขรุขระ: เป็นหลุมเล็กๆ หลายเล็บอาจบ่งบอกถึงโรคสะเก็ดเงินหรือโรคภูมิแพ้ หรือเป็นร่องลึกตามแนวขวางจากการเจ็บป่วยรุนแรง

6.ภาวะนิ้วปุ้ม/นิ้วตะบอง (Clubbing Fingers) : จะพบในผู้ป่วยที่มีโรคที่เกี่ยวข้องกับการขาดออกซิเจนอย่างเรื้อรัง เช่น ผู้ป่วยมะเร็งปอด มีวิธีสังเกตเรียกว่า “การทดสอบช่องว่างรูปเพชร” (Diamond Gap Test) เพียงนำเล็บชี้ของมือทั้งสองข้างมาชนกัน หากมีช่องว่างรูปเพชรระหว่างเล็บ แสดงว่าปกติ แต่ถ้าไม่มีช่องว่างนั้น อาจเข้าข่ายภาวะ Clubbing Fingers

7. แถบสีน้ำตาลบนเล็บ (Longitudinal Melanonychia): 

7.1 เซลล์เม็ดสีที่อยู่บริเวณโคนเล็บถูกกระตุ้นจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่

  • การบาดเจ็บบริเวณโคนเล็บ จากการทำเล็บ การกัด หรือ แกะเล็บ การขัดถู เสียดสี เช่น จากการสวมรองเท้าหัวแคบ
  • ยา เช่น ยาเคมีบำบัด ยาต้าน HIV บางชนิด
  • การฉายแสง
  • การตั้งครรภ์
  • โรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่ทำให้มีเม็ดสีเพิ่มจำนวนขึ้นตามผิวหนัง เยื่อบุ ต่าง ๆ
  • โรคแอดดิสัน (Addison’s disease) จากต่อมหมวกไตทำงานบกพร่อง
  • การติดเชื้อ HIV
  • เกิดตามหลังโรคสะเก็ดเงินของเล็บ การติดเชื้อราของเล็บ

7.2 เนื้องอกของเซลล์ส่วนประกอบของผิวหนังบริเวณเล็บ

7.3 เนื้องอกของเซลล์เม็ดสีบริเวณเล็บ ซึ่งก็คล้ายกับการเกิดกระ หรือ ไฝของผิวหนัง ทั้งนี้รวมถึงมะเร็งไฝ (Melanoma) ด้วย

8. แถบขาวแนวขวางบนเล็บ: เล็บมีลักษณะเป็นเส้นขาวหลายเส้นที่เป็นแนวขวางขนานกับความกว้างของเล็บ (Transverse leukonychia หรือ Mees’ lines) เกิดจากการบาดเจ็บที่เป็นซ้ำๆ, การติดเชื้อ, ยา เช่น ยาเรตินอยด์, โรคทางกายและการสัมผัสกับสารหนู

New England Journal of MedicineTransverse Leukonychia (Mees' Lines)

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล