ทําไมเนื้อวัวกินดิบได้ เนื้อหมูกินดิบไม่ได้? ความจริงของเชื้อโรคที่หลายคนเข้าใจผิด

ทำไมเนื้อวัวเหมือนกินดิบได้ แต่เนื้อหมูต้องปรุงสุก? ความจริงที่หลายคนเข้าใจผิด
หลายคนเคยเห็นเมนูสเต๊กเนื้อแบบแรร์ เนื้อทาทากิ คาร์ปาชโช หรือสเต๊กทาร์ทาร์ จึงเกิดความเข้าใจว่า เนื้อวัวสามารถกินดิบได้ แต่เนื้อหมูกินดิบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความจริงคือเนื้อดิบทุกชนิดมีความเสี่ยงจากเชื้อแบคทีเรียและปรสิต เนื้อวัวจึงไม่ได้ปลอดภัยสำหรับกินดิบอย่างสมบูรณ์
สาเหตุที่เนื้อวัวบางเมนูถูกเสิร์ฟแบบด้านในยังแดงหรือเกือบดิบ มาจากลักษณะของชิ้นเนื้อ วิธีการชำแหละ และการปรุง ไม่ได้หมายความว่าร่างกายมนุษย์สามารถรับเชื้อจากเนื้อวัวดิบได้โดยไม่มีอันตราย องค์การอนามัยโลกระบุว่าอาหารที่ปนเปื้อนแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิตสามารถก่อให้เกิดโรคจากอาหารได้หลายชนิด โดยอาหารเนื้อดิบและเนื้อที่ปรุงไม่เพียงพอเป็นหนึ่งในแหล่งความเสี่ยงสำคัญ
คำตอบที่ถูกต้องคือ เนื้อวัวดิบก็เสี่ยง
เนื้อวัวอาจปนเปื้อนเชื้อก่อโรค เช่น Escherichia coli หรืออีโคไล ซัลโมเนลลา รวมถึงปรสิตบางชนิดได้ โดยเฉพาะหากมาจากกระบวนการผลิต การเก็บรักษา หรือการเตรียมอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เนื้อวัวดิบหรือปรุงไม่สุกจึงสามารถทำให้เกิดอาการท้องเสีย ปวดท้อง อาเจียน และภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในผู้ที่มีความเสี่ยงได้
เมนูอย่างสเต๊กทาร์ทาร์และคาร์ปาชโชใช้เนื้อวัวที่ยังไม่ผ่านความร้อนอย่างทั่วถึง จึงยังมีความเสี่ยงอยู่ แม้จะใช้เนื้อสดราคาแพงหรือเตรียมโดยร้านอาหารที่มีมาตรฐานก็ตาม ความสด กลิ่น สี และรูปลักษณ์ของเนื้อไม่สามารถบอกได้ว่าไม่มีเชื้อโรคปนเปื้อน
แล้วทำไมสเต๊กเนื้อจึงกินแบบแรร์ได้?
คำว่า สเต๊กแบบแรร์ ไม่ได้หมายถึงเนื้อที่ดิบทั้งหมด เพราะผิวด้านนอกของสเต๊กผ่านการย่างด้วยความร้อนสูงแล้ว ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่สเต๊กต้องเป็นเนื้อกล้ามเนื้อชิ้นใหญ่ที่ยังคงสภาพเดิม ไม่ผ่านการบด สับ ฉีดน้ำหมัก หรือใช้เข็มแทงให้นุ่ม
ในเนื้อวัวชิ้นใหญ่ที่ไม่ถูกเจาะหรือทำให้เสียโครงสร้าง เชื้อแบคทีเรียจากกระบวนการชำแหละมักอยู่บริเวณผิวด้านนอกมากกว่าด้านใน การย่างผิวทุกด้านด้วยความร้อนจึงช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่าการกินเนื้อดิบทั้งชิ้น แต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไปทั้งหมด
หากเนื้อผ่านการแทงด้วยเข็ม การทุบ การฉีดน้ำหมัก หรือการทำให้นุ่มด้วยเครื่องจักร เชื้อที่อยู่บนผิวอาจถูกพาเข้าไปด้านในได้ เนื้อประเภทนี้จึงไม่ควรปรุงแบบที่ด้านในยังดิบ แม้ภายนอกจะถูกย่างจนสุกแล้วก็ตาม
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
เนื้อวัวบดกินดิบได้หรือไม่?
เนื้อบดมีความเสี่ยงสูงกว่าเนื้อวัวชิ้นใหญ่ เพราะกระบวนการบดทำให้พื้นผิวเนื้อจำนวนมากผสมรวมกัน หากมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่บนเนื้อ เชื้อจะกระจายเข้าไปทั่วทั้งก้อน การย่างเพียงด้านนอกจึงไม่เพียงพอที่จะทำลายเชื้อภายใน
ด้วยเหตุนี้ แฮมเบอร์เกอร์ เนื้อสับ ลาบเนื้อ และก้อยเนื้อจึงควรปรุงให้สุกถึงด้านใน ไม่ควรใช้สีชมพูหรือสีแดงของเนื้อเป็นตัวตัดสินว่าสุกหรือไม่ เพราะเนื้อบดที่ยังมีสีชมพูอาจมีอุณหภูมิปลอดภัยแล้ว ขณะที่เนื้อซึ่งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอาจยังร้อนไม่เพียงพอก็ได้ ควรใช้เครื่องวัดอุณหภูมิอาหารเป็นหลัก
ทำไมเนื้อหมูดิบจึงอันตราย?
เนื้อหมูดิบหรือหมูที่ปรุงแบบสุก ๆ ดิบ ๆ อาจมีทั้งเชื้อแบคทีเรียและปรสิต เชื้อที่สัมพันธ์กับการกินหมูดิบอย่างชัดเจน ได้แก่ Yersinia enterocolitica ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการไข้ ปวดท้อง และท้องเสีย โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ระบุว่าการติดเชื้อยาร์ซิเนียมักเกี่ยวข้องกับการกินเนื้อหมูดิบหรือปรุงไม่สุก
เนื้อหมูยังอาจเกี่ยวข้องกับพยาธิทริคิเนลลา ซึ่งทำให้เกิดโรคทริคิเนลโลซิสจากการกินเนื้อสัตว์ที่มีตัวอ่อนของพยาธิและปรุงไม่สุก ตัวอ่อนสามารถอยู่ในเนื้อเยื่อของสัตว์ การย่างเฉพาะผิวด้านนอกจึงไม่เพียงพอที่จะกำจัดความเสี่ยง
สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงสำคัญอีกประการคือโรคติดเชื้อ Streptococcus suis หรือที่เรียกกันว่า โรคไข้หูดับ เชื้ออาจติดต่อจากการกินหมูดิบ เลือดหมูดิบ หรือหมูที่ปรุงไม่สุก รวมถึงการสัมผัสเนื้อหมูผ่านบาดแผล กรมควบคุมโรคจึงแนะนำอย่างชัดเจนว่าไม่ควรกินเนื้อหมูที่ไม่สุก
หมูดิบเสี่ยงโรคอะไรบ้าง?
- โรคไข้หูดับ จากเชื้อ Streptococcus suis อาจทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด สูญเสียการได้ยิน หรือเสียชีวิตได้
- โรคยาร์ซินิโอซิส จากเชื้อ Yersinia enterocolitica ทำให้ท้องเสีย ไข้ และปวดท้อง
- โรคทริคิเนลโลซิส จากพยาธิทริคิเนลลา อาจทำให้มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ และเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
- อาหารเป็นพิษ จากเชื้ออย่างซัลโมเนลลา ซึ่งอาจปนเปื้อนในเนื้อสัตว์ดิบได้
ความเสี่ยงอาจแตกต่างกันตามระบบการเลี้ยง การตรวจโรค และมาตรฐานการผลิต แต่ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจพบเชื้อเหล่านี้ได้ด้วยตาเปล่า การเลือกหมูที่ดูสด สีสวย หรือไม่มีกลิ่นผิดปกติ จึงไม่ได้หมายความว่าสามารถนำมากินดิบได้อย่างปลอดภัย
เนื้อหมูต้องสุกจนแห้งและไม่มีสีชมพูเลยหรือไม่?
เนื้อหมูไม่จำเป็นต้องปรุงจนแห้งแข็งเสมอไป เพราะความปลอดภัยขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและระยะเวลาที่เนื้อได้รับความร้อน ไม่ได้พิจารณาจากสีเพียงอย่างเดียว เนื้อหมูบางชิ้นอาจยังมีสีชมพูอ่อนหลังปรุง แต่ปลอดภัยแล้ว หากอุณหภูมิด้านในถึงระดับที่แนะนำและพักเนื้อตามเวลาที่กำหนด
แนวทางของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ แนะนำให้ปรุงเนื้อวัวและเนื้อหมูแบบสเต๊ก ชิ้นสับ หรือชิ้นอบ ให้มีอุณหภูมิด้านในอย่างน้อย 63 องศาเซลเซียส และพักเนื้ออย่างน้อย 3 นาที ส่วนเนื้อวัวบดและเนื้อหมูบดควรมีอุณหภูมิด้านในอย่างน้อย 71 องศาเซลเซียส ต้องสุกถึงด้านในทั่วทั้งชิ้น
บีบมะนาว ใส่เหล้า หรือหมักเครื่องเทศ ฆ่าเชื้อได้หรือไม่?
การนำเนื้อดิบไปคลุกน้ำมะนาว น้ำปลา เครื่องเทศ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้สีและเนื้อสัมผัสเปลี่ยนไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเนื้อสุก และไม่สามารถใช้แทนการให้ความร้อนได้ การหมักเพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดเชื้อก่อโรคในเนื้อดิบได้อย่างน่าเชื่อถือ
อาหารอย่างลาบดิบ ก้อยดิบ ซอยจุ๊ หรือหมูมะนาวที่เนื้อยังไม่ผ่านความร้อนอย่างทั่วถึง จึงยังมีความเสี่ยง แม้จะปรุงด้วยมะนาวจำนวนมากหรือมีรสเปรี้ยวและเผ็ดจัดก็ตาม กรมอนามัยแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารเนื้อสัตว์สุก ๆ ดิบ ๆ และปรุงเนื้อให้สุกถึงด้านใน
แช่แข็งแล้วนำมากินดิบได้หรือไม่?
การแช่แข็งช่วยชะลอการเพิ่มจำนวนของเชื้อบางชนิด และอาจลดความเสี่ยงจากปรสิตบางประเภทภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ แต่ไม่สามารถทำลายแบคทีเรียก่อโรคทั้งหมดได้ การแช่แข็งเนื้อวัวหรือเนื้อหมูในช่องฟรีซที่บ้านจึงไม่สามารถเปลี่ยนเนื้อธรรมดาให้กลายเป็นเนื้อที่ปลอดภัยสำหรับกินดิบได้
การหมักเกลือ ตากแห้ง รมควัน หรือใช้ไมโครเวฟเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถกำจัดพยาธิทริคิเนลลาได้อย่างสม่ำเสมอ วิธีลดความเสี่ยงที่เชื่อถือได้คือปรุงเนื้อให้มีอุณหภูมิด้านในถึงระดับที่ปลอดภัย
ใครควรหลีกเลี่ยงเนื้อดิบอย่างเด็ดขาด?
เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ มีโอกาสป่วยรุนแรงจากเชื้อในอาหารมากกว่าคนทั่วไป จึงควรหลีกเลี่ยงเนื้อวัวดิบ เนื้อหมูดิบ เนื้อบดที่ปรุงไม่สุก และอาหารที่อาจปนเปื้อนน้ำจากเนื้อดิบ
วิธีกินเนื้อวัวและเนื้อหมูให้ปลอดภัย
- เลือกซื้อเนื้อจากร้านหรือแหล่งผลิตที่มีมาตรฐาน และเก็บเนื้อไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม
- แยกมีด เขียง ภาชนะ และที่คีบสำหรับเนื้อดิบออกจากอาหารที่ปรุงสุกแล้ว
- ไม่ล้างเนื้อใต้ก๊อกน้ำ เพราะน้ำอาจกระเด็นพาเชื้อไปยังอ่างล้างจาน ภาชนะ และอาหารอื่น
- ใช้เครื่องวัดอุณหภูมิอาหาร แทนการพิจารณาจากสีหรือความนุ่มของเนื้อ
- ล้างมือด้วยสบู่หลังจับเนื้อดิบ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสหมูดิบหากมือมีบาดแผล
น้ำจากเนื้อดิบสามารถปนเปื้อนไปยังผัก อาหารสุก ภาชนะ และพื้นผิวในครัวได้ จึงควรแยกอาหารดิบออกจากอาหารพร้อมกิน และล้างอุปกรณ์ด้วยน้ำร้อนและน้ำยาทำความสะอาดหลังใช้งาน
กินหมูดิบแล้วมีอาการแบบไหนควรพบแพทย์?
หากหลังกินหมูดิบหรือหมูสุก ๆ ดิบ ๆ แล้วมีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน ท้องเสีย สับสน คอแข็ง ได้ยินเสียงลดลง หรือมีอาการผิดปกติทางการได้ยิน ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว พร้อมแจ้งประวัติการกินหมูดิบให้แพทย์ทราบ เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
สรุป ทำไมเนื้อวัวดูเหมือนกินดิบได้ แต่เนื้อหมูกินดิบไม่ได้?
คำตอบคือ เนื้อวัวดิบไม่ได้ปลอดภัย เพียงแต่เนื้อวัวชิ้นใหญ่ที่ไม่ผ่านการบดหรือแทงให้นุ่ม อาจมีเชื้อกระจุกอยู่บนผิวมากกว่าด้านใน การย่างผิวทุกด้านจึงช่วยลดความเสี่ยงได้ นี่คือเหตุผลที่สเต๊กบางชิ้นสามารถเสิร์ฟแบบด้านในยังชมพูหรือแดงได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเนื้อวัวดิบทั้งหมดกินได้อย่างปลอดภัย
ส่วนเนื้อหมูอาจมีความเสี่ยงจากเชื้อที่สัมพันธ์กับสุกรและปรสิตที่อยู่ในเนื้อเยื่อ เช่น เชื้อไข้หูดับ ยาร์ซิเนีย และทริคิเนลลา จึงไม่ควรกินแบบดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ อย่างไรก็ตาม ทั้งเนื้อวัวและเนื้อหมูควรได้รับความร้อนถึงอุณหภูมิที่ปลอดภัย โดยเฉพาะเนื้อบดที่ต้องปรุงให้สุกทั่วทั้งชิ้น
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




