กินไอศกรีมตอนไหน น้ำตาลในเลือดพุ่งน้อยที่สุด? เลือกเวลาให้ถูก อร่อยเซฟสุขภาพ

กินไอศกรีมตอนไหน น้ำตาลในเลือดพุ่งน้อยที่สุด? เลือกเวลาให้ถูก อร่อยเซฟสุขภาพ

กินไอศกรีมตอนไหน น้ำตาลในเลือดพุ่งน้อยที่สุด? เลือกเวลาให้ถูก อร่อยเซฟสุขภาพ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กินไอศกรีมตอนไหน น้ำตาลในเลือดพุ่งน้อยที่สุด? เลือกเวลาให้ถูก อร่อยฟินแบบไม่ทำร้ายสุขภาพ

ไอศกรีม เป็นของหวานยอดนิยม แต่ปริมาณน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตในไอศกรีมอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น หลายคนจึงสงสัยว่าควรกินไอศกรีมในช่วงเวลาใดจึงจะช่วยลดการพุ่งขึ้นของน้ำตาลได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การตอบสนองของระดับน้ำตาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปริมาณที่กิน ส่วนประกอบของไอศกรีม อายุ ประวัติสุขภาพ การออกกำลังกาย และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับกินไอศกรีม เพื่อลดน้ำตาลพุ่ง

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่า มีช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งที่ดีที่สุดสำหรับการกินไอศกรีมเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้น แต่มีข้อมูลบางประการที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่

  • กินไอศกรีมต้นวัน : โดยทั่วไป ในช่วงต้นวัน (Earlier in the day) ร่างกายมีประสิทธิภาพในการจัดการกับน้ำตาลและตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีกว่าช่วงเวลาอื่นๆ การกินไอศกรีมในช่วงกลางวันหรือช่วงต้นของวัน อาจเหมาะกว่าการกินดึกสำหรับบางค

  • กินไอศกรีมหลังอาหารมื้อหลัก : อาจช่วยให้ระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการกินตอนท้องว่าง

  • ไอศกรีมยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลได้ หากกินในปริมาณพอเหมาะ

สิ่งสำคัญกว่าการเลือกเวลาคือ ปริมาณไอศกรีมที่กิน ปริมาณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดในมื้อนั้น และสุขภาพของแต่ละคน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน

ไอศกรีมส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดอย่างไร?

เมื่อกินไอศกรีม ร่างกายจะย่อยคาร์โบไฮเดรตให้กลายเป็นกลูโคส เมื่อกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะเริ่มเพิ่มสูงขึ้น

ปริมาณคาร์โบไฮเดรตในไอศกรีมหนึ่งหน่วยบริโภคเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นมากเพียงใด เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลักที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลหลังอาหาร

แม้ไอศกรีมมักทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น แต่ไขมันและโปรตีนที่อยู่ในไอศกรีมอาจทำให้การย่อยและการดูดซึมน้ำตาลช้าลง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นทันที แต่อาจค่อย ๆ สูงขึ้นและคงอยู่นานกว่าอาหารหวานที่ไม่มีไขมันหรือโปรตีน

ชนิดของสารให้ความหวานก็มีผลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทั่วไป น้ำตาลแอลกอฮอล์ หรือสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน แต่ละชนิดอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดแตกต่างกัน

ปัจจุบันมีไอศกรีมบางสูตรที่ออกแบบมาให้มีผลต่อระดับน้ำตาลต่ำลง โดยอาจใช้สารให้ความหวานทางเลือก ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต หรือเพิ่มใยอาหาร อย่างไรก็ตาม ควรอ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง เพราะคำว่า “ไม่เติมน้ำตาล” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคาร์โบไฮเดรต

แต่ละคนตอบสนองต่อไอศกรีมไม่เหมือนกัน

แม้คนสองคนจะกินไอศกรีมชนิดเดียวกันและปริมาณเท่ากัน ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารก็อาจแตกต่างกันได้ เนื่องจากมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น

  • อายุ
  • ระดับกิจกรรมทางกาย
  • คุณภาพและระยะเวลาการนอนหลับ
  • ความเครียด
  • น้ำหนักตัว
  • ภาวะดื้อต่ออินซูลิน
  • โรคประจำตัวและยาที่ใช้

ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงควรสังเกตการตอบสนองของร่างกายหลังรับประทาน และปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสมกับตนเอง

กินไอศกรีมอย่างไรให้น้ำตาลในเลือดพุ่งน้อยลง?

1. จำกัดปริมาณตามหน่วยบริโภค

ควรตรวจสอบหน่วยบริโภคบนฉลากโภชนาการ เพราะไอศกรีมหนึ่งถ้วยหรือหนึ่งกระปุกอาจประกอบด้วยหลายหน่วยบริโภค การกินหมดภาชนะอาจทำให้ได้รับน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตมากกว่าที่คิด

2. เปรียบเทียบปริมาณคาร์โบไฮเดรต

เลือกไอศกรีมที่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลต่ำกว่าเมื่อเทียบในปริมาณเท่ากัน อาจช่วยลดการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลหลังรับประทานได้

3. มองหาโปรตีน ไขมัน และใยอาหาร

โปรตีน ไขมัน และใยอาหารสามารถช่วยชะลอการย่อยและการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลือกไอศกรีมที่มีไขมันอิ่มตัวสูงเพียงเพื่อหวังลดน้ำตาลพุ่ง

4. กินหลังมื้ออาหารที่สมดุล

การกินไอศกรีมปริมาณเล็กน้อยหลังมื้อที่มีผัก โปรตีน และใยอาหาร อาจทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นช้ากว่าการกินไอศกรีมตอนท้องว่าง

อย่างไรก็ตาม ควรนับไอศกรีมรวมอยู่ในปริมาณคาร์โบไฮเดรตและพลังงานทั้งหมดของมื้อนั้น ไม่ใช่กินเพิ่มโดยไม่ลดอาหารหวานหรือแป้งชนิดอื่น

5. เลือกท็อปปิงที่มีใยอาหาร

อาจเพิ่มเบอร์รี ถั่ว หรือเมล็ดพืชเล็กน้อย แทนการใส่ลูกกวาด คุกกี้ น้ำเชื่อม หรือช็อกโกแลตซอส เพื่อช่วยลดน้ำตาลเติมเพิ่มและเพิ่มใยอาหาร

6. ตรวจฉลากแม้ระบุว่า “ไม่เติมน้ำตาล”

ไอศกรีมชนิดไม่เติมน้ำตาลอาจยังมีคาร์โบไฮเดรตจากนม ผลไม้ หรือวัตถุดิบอื่น รวมถึงอาจมีน้ำตาลแอลกอฮอล์ ซึ่งหากกินมากอาจทำให้ท้องอืด ปวดท้อง หรือท้องเสียได้ในบางคน

7. เดินเบา ๆ หลังรับประทาน

การเดินเบา ๆ หลังอาหารอาจช่วยให้กล้ามเนื้อนำกลูโคสจากกระแสเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้ดีขึ้น แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีข้อจำกัดด้านการออกกำลังกายควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

8. ดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มหวาน

ควรดื่มน้ำเปล่าร่วมกับไอศกรีมแทนน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มหวาน เพื่อไม่ให้ได้รับน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้นจากเครื่องดื่ม แม้น้ำเปล่าจะไม่ได้ลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยตรง แต่ช่วยรักษาสมดุลน้ำของร่างกายได้

สรุป

ยังไม่มีช่วงเวลาที่ดีที่สุดอย่างชัดเจนสำหรับกินไอศกรีมโดยไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่ง แต่การกินในช่วงต้นของวันหรือกินหลังมื้ออาหารที่มีผัก โปรตีน และใยอาหาร อาจช่วยให้ระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในบางคน

สิ่งสำคัญที่สุดคือควบคุมปริมาณ อ่านฉลากคาร์โบไฮเดรต เลือกท็อปปิงที่ไม่หวาน และหลีกเลี่ยงการกินร่วมกับเครื่องดื่มน้ำตาลสูง ผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่มีปัญหาควบคุมระดับน้ำตาลควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนปรับรูปแบบการรับประทาน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล