เช็กตัวเองด่วน! วิจัยเผย "คำพูดติดปาก" อาจซ่อนสัญญาณเล็กๆ ของ "ภาวะสมองเสื่อม"

เช็กตัวเองด่วน! วิจัยเผย "คำพูดติดปาก" อาจซ่อนสัญญาณเล็กๆ ของ "ภาวะสมองเสื่อม"

เช็กตัวเองด่วน! วิจัยเผย "คำพูดติดปาก" อาจซ่อนสัญญาณเล็กๆ ของ "ภาวะสมองเสื่อม"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

พูด “เอ่อ-อืม” บ่อย เสี่ยงสมองเสื่อมหรือไม่? งานวิจัยชี้จังหวะการพูดอาจบอกสุขภาพสมองได้

คำพูดติดปากอย่าง “เอ่อ” หรือ “อืม” เป็นเรื่องที่หลายคนใช้กันเป็นปกติระหว่างคิดคำ พูดไม่ทัน หรือกำลังเรียบเรียงประโยค แต่ล่าสุด งานวิจัยจากแคนาดาชี้ว่า รูปแบบการพูดบางอย่าง เช่น การหยุดนาน พูดติดขัด หรือนึกคำไม่ออกบ่อย ๆ อาจสะท้อนการทำงานของสมองได้มากกว่าที่คิด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ควรถูกตีความว่า คนที่พูด “เอ่อ-อืม” บ่อยจะต้องเป็นสมองเสื่อม เพราะการพูดติดขัดอาจเกิดจากความเครียด ความเหนื่อย การนอนน้อย หรือเป็นสไตล์การพูดเฉพาะตัวได้เช่นกัน สิ่งที่น่าจับตาคือ หากอาการพูดติดขัดเกิดขึ้นบ่อยขึ้นอย่างชัดเจน เปลี่ยนไปจากเดิม และเริ่มกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจให้ชัด

งานวิจัยจากแคนาดาพบอะไร?

ทีมวิจัยจาก Baycrest ร่วมกับ University of Toronto และ York University ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่าง “รูปแบบการพูดตามธรรมชาติ” กับการทำงานของสมอง โดยให้ผู้เข้าร่วมบรรยายภาพที่มีรายละเอียดซับซ้อนด้วยคำพูดของตัวเอง พร้อมทำแบบทดสอบด้านการทำงานของสมอง หรือ Executive Function

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Speech, Language, and Hearing Research ใช้ข้อมูลจากผู้ใหญ่สุขภาพดี 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สูงอายุสุขภาพดีอายุ 65-75 ปี จำนวน 67 คน และผู้ใหญ่สุขภาพดีอายุ 18-90 ปี จำนวน 174 คน จากนั้นนักวิจัยใช้ระบบวิเคราะห์คำพูดด้วยคอมพิวเตอร์และ AI เพื่อตรวจดูรายละเอียดเล็ก ๆ ในการพูด

สิ่งที่ระบบวิเคราะห์ ได้แก่ การหยุดพูด การลังเล การใช้คำเสริม เช่น “uh” หรือ “um” ซึ่งใกล้เคียงกับ “เอ่อ” และ “อืม” ในภาษาไทย การนึกคำไม่ออก รวมถึงจังหวะและความต่อเนื่องของคำพูด ผลที่พบคือ ผู้ที่พูดได้ลื่นไหลกว่า มีการหยุดน้อยกว่า และมีปัญหานึกคำพูดน้อยกว่า มักทำคะแนนด้าน Executive Function ได้ดีกว่า แม้คำนึงถึงอายุ เพศ และระดับการศึกษาแล้วก็ตาม

ทำไม “จังหวะการพูด” ถึงเกี่ยวกับสมอง?

Executive Function คือชุดความสามารถของสมองที่ช่วยให้เราวางแผน จดจำข้อมูลชั่วคราว ควบคุมสมาธิ จัดลำดับความคิด และปรับตัวระหว่างทำหลายอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น คุยให้เป็นเรื่องเป็นราว ตัดสินใจ หรือทำตามขั้นตอนต่าง ๆ

เมื่อสมองต้องนึกคำ เรียบเรียงประโยค และพูดออกมาอย่างต่อเนื่อง ระบบเหล่านี้จะทำงานร่วมกัน หากกระบวนการคิดช้าลง หรือนึกคำได้ยากขึ้น อาจสะท้อนออกมาเป็นการหยุดพูดนานขึ้น พูดสะดุด หรือใช้คำเสริมมากกว่าปกติ

ดร. เจด เมลต์เซอร์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจาก Rotman Research Institute ของ Baycrest ระบุว่า จังหวะการพูดไม่ใช่แค่เรื่องสไตล์การสื่อสาร แต่สามารถเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพสมองที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงได้

พูด “เอ่อ-อืม” บ่อย แปลว่าเสี่ยงสมองเสื่อมหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่เสมอไป เพราะงานวิจัยนี้ไม่ได้สรุปว่า คนที่พูด “เอ่อ” หรือ “อืม” บ่อยจะเป็นสมองเสื่อม หรือมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมโดยตรง แต่พบว่ารูปแบบการพูดบางอย่างมีความสัมพันธ์กับความสามารถด้าน Executive Function

ผู้เชี่ยวชาญยังย้ำว่า การนึกคำไม่ออกเป็นครั้งคราวถือเป็นเรื่องที่พบได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น หรืออยู่ในช่วงเครียด เหนื่อย พักผ่อนไม่พอ หรือมีเรื่องต้องคิดหลายอย่างพร้อมกัน ดังนั้น ไม่ควรตื่นตระหนกจากการพูดติดขัดเพียงเล็กน้อย

แต่ถ้าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นต่อเนื่อง เช่น จากเดิมพูดคล่อง แต่ช่วงหลังหยุดนานขึ้น นึกคำง่าย ๆ ไม่ออกบ่อย พูดวกวน หรือเล่าเรื่องไม่ต่อเนื่องจนคนใกล้ชิดสังเกตได้ ควรเริ่มติดตามอาการและปรึกษาแพทย์

4 ลักษณะการพูดที่ควรสังเกต

1. หยุดพูดนานขึ้นหรือถี่ขึ้นกว่าปกติ

บางคนอาจหยุดคิดระหว่างพูดได้เป็นเรื่องปกติ แต่หากเริ่มหยุดกลางประโยคบ่อยขึ้น ใช้เวลานานกว่าจะพูดต่อ หรือพูดไม่จบความบ่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณที่ควรสังเกต โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นร่วมกับความจำหรือสมาธิที่ลดลง

2. ใช้คำเสริมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

คำอย่าง “เอ่อ” “อืม” หรือ “แบบว่า” อาจเป็นเพียงนิสัยการพูด แต่หากใช้มากขึ้นจากเดิมชัดเจน และมักเกิดเพราะนึกคำไม่ออกหรือเรียบเรียงประโยคไม่ได้ อาจสะท้อนว่ากระบวนการค้นหาคำในสมองทำงานช้าลง

3. นึกคำง่าย ๆ ไม่ออกบ่อย

เช่น อยากพูดชื่อสิ่งของที่คุ้นเคยแต่กลับนึกไม่ออก เรียกชื่อคนใกล้ตัวผิดบ่อย หรือใช้คำอ้อม ๆ แทนคำที่ควรนึกได้ หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ และมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรให้แพทย์ประเมิน

4. พูดวกวนหรือหลุดประเด็นบ่อย

การเล่าเรื่องแล้วหลุดประเด็นเป็นครั้งคราวอาจเกิดได้กับทุกคน แต่หากเริ่มเล่าเรื่องไม่ต่อเนื่อง ลืมว่ากำลังพูดอะไร หรือจับใจความการสนทนาได้ยากขึ้น อาจเกี่ยวข้องกับสมาธิ ความจำ และการจัดลำดับความคิด

เมื่อไรควรพบแพทย์?

ควรพบแพทย์หากการพูดติดขัดเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ลืมเรื่องสำคัญบ่อย ถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ หลงทางในที่คุ้นเคย จัดการเงินหรือยาประจำตัวผิดพลาด ทำงานเดิมที่เคยทำได้ยากขึ้น หรือมีบุคลิกและอารมณ์เปลี่ยนไปชัดเจน

CDC ระบุว่า หากสงสัยว่าอาการที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อมหรือโรคที่รักษาได้อื่น ๆ ควรพูดคุยกับแพทย์ เพราะการตรวจพบเร็วช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัววางแผนการดูแล การรักษา และการใช้ชีวิตได้เหมาะสมขึ้น

AI วิเคราะห์เสียง อาจเป็นเครื่องมือคัดกรองในอนาคต

จุดน่าสนใจของงานวิจัยนี้คือ การใช้ AI วิเคราะห์คำพูดธรรมชาติ ซึ่งอาจทำให้การติดตามสุขภาพสมองทำได้ง่ายขึ้นในอนาคต เพราะคำพูดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน และสามารถเก็บข้อมูลซ้ำได้โดยไม่กดดันเหมือนการทำแบบทดสอบยาว ๆ

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังเน้นว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาระยะยาวเพิ่มเติม เพื่อติดตามว่าการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการพูดเมื่อเวลาผ่านไป สามารถแยกความเปลี่ยนแปลงตามวัยออกจากสัญญาณของโรคได้แม่นยำแค่ไหน

ดังนั้น ในตอนนี้การวิเคราะห์คำพูดยังไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมด้วยตัวเอง แต่เป็นแนวทางที่มีศักยภาพสำหรับการคัดกรองและติดตามความเปลี่ยนแปลงของสมองในอนาคต

สรุป พูดติดขัดไม่ใช่เรื่องน่าตกใจเสมอไป แต่ถ้าเปลี่ยนจากเดิมชัดเจนควรเช็ก

การพูด “เอ่อ” หรือ “อืม” เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ และไม่ได้แปลว่าเป็นภาวะสมองเสื่อมทันที แต่หากช่วงหลังเริ่มพูดติดขัดมากขึ้น นึกคำไม่ออกบ่อย หยุดกลางประโยคนาน หรือพูดวกวนจนกระทบการสื่อสารและชีวิตประจำวัน ควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ

สิ่งสำคัญคืออย่าตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรมองข้ามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เพราะบางครั้งสัญญาณเล็ก ๆ ในการพูด อาจเป็นเบาะแสให้เราเริ่มดูแลสุขภาพสมองได้เร็วขึ้น

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล