ระวังพัง! ดื่มกาแฟตอนกิน "ผลไม้ชนิดนี้" เสี่ยงใจสั่น-กรดไหลย้อน ควรเว้นระยะห่าง 10 ชั่วโมง?
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1979/9899010/newnewnewnewnewnewnew-thumbna.jpgระวังพัง! ดื่มกาแฟตอนกิน "ผลไม้ชนิดนี้" เสี่ยงใจสั่น-กรดไหลย้อน ควรเว้นระยะห่าง 10 ชั่วโมง?

ระวังพัง! ดื่มกาแฟตอนกิน "ผลไม้ชนิดนี้" เสี่ยงใจสั่น-กรดไหลย้อน ควรเว้นระยะห่าง 10 ชั่วโมง?

แชร์เรื่องนี้
google ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google

อย่าหาทำ! เตือนคอกาแฟห้ามกินคู่กับ "ผลไม้ชนิดนี้" เสี่ยงใจสั่น-กรดไหลย้อนพุ่ง แถมขัดฤทธิ์ยา

กาแฟ และ ส้มโอ (หรือเกรปฟรุต) ต่างก็เป็นอาหารเพื่อสุขภาพยอดฮิตที่หลายคนชอบทานในมื้อเช้า แก้วหนึ่งช่วยปลุกความตื่นตัว ส่วนอีกลูกก็อัดแน่นไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ในทางโภชนาการและผลการวิจัยล่าสุด แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารได้ออกมาเตือนว่า การจับคู่สองสิ่งนี้พร้อมกันอาจกลายเป็นผลเสียต่อร่างกาย เพราะมันจะเข้าไปยืดเวลาให้คาเฟอีนค้างอยู่ในร่างกายนานขึ้น กระตุ้นอาการกรดไหลย้อน และอาจขัดขวางการทำงานของยาบางชนิดได้ครับ

ทำไม "ส้มโอ/เกรปฟรุต" ถึงทำให้กาแฟออกฤทธิ์ยาวนานขึ้น?

มาลินา มัลคานี (Malina Malkani) นักกำหนดอาหารและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านนิตยสาร Parade ว่า ในผลไม้ตระกูลส้มอย่างส้มโอหรือเกรปฟรุต มีสารที่ไปชะลอการทำงานของเอนไซม์ CYP1A2 ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักที่ทำหน้าที่สลายคาเฟอีนในร่างกายของมนุษย์

เมื่อเอนไซม์นี้ทำงานช้าลง ร่างกายก็จะขับคาเฟอีนออกไปได้ช้ากว่าปกติ ส่งผลให้สารคาเฟอีนตกค้างและออกฤทธิ์อยู่ในร่างกายยาวนานขึ้น

  • เอฟเฟกต์ต่อร่างกาย: สำหรับคนที่ไวต่อคาเฟอีน (แพ้คาเฟอีนง่าย) การทานคู่กันจะทำให้เกิดอาการมือสั่น กระสับกระส่าย วิตกกังวล หรือใจสั่นต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วโมงหลังจากดื่มกาแฟ และหากคาเฟอีนยังตกค้างไปจนถึงช่วงเย็น ก็จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนหลับ ทำให้นอนไม่หลับได้ครับ

ไม่ใช่แค่คาเฟอีน! แต่ยังขัดขวางการดูดซึม "ยาประจำตัว"

ดร.คริส โมห์ร (Dr. Chris Mohr) ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและที่ปรึกษาด้านสุขภาพ อธิบายเพิ่มเติมว่า เอนไซม์ CYP1A2 ไม่ได้ทำหน้าที่ย่อยสลายแค่คาเฟอีนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบและดูดซึมยาหลายประเภทเข้าสู่กระแสเลือด

เมื่อเอนไซม์โดนขัดขวาง อาจทำให้ปริมาณยาในกระแสเลือดพุ่งสูงเกินกว่าที่แพทย์คาดการณ์ไว้ และส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานหลายวัน โดยกลุ่มยาที่ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อทานร่วมกับส้มโอ มีดังนี้:

  • ยาลดคอเลสเตอรอล (กลุ่มสแตติน)

  • ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง หรือยารักษาระดับการเต้นของหัวใจผิดปกติ

  • ยากดภูมิคุ้มกัน (สำหรับผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายอวัยวะ)

  • ยาคลายเครียด/ลดความวิตกกังวลบางชนิด

  • ยารักษาโรคภูมิแพ้บางประเภท

ด้าน จูเลีย ซุมปาโน (Julia Zumpano) นักกำหนดอาหารจาก Cleveland Clinic แนะนำว่า หากคุณมีโรคประจำตัวและต้องทานยาเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะเลือกรับประทานส้มโอหรือเกรปฟรุต เพื่อความปลอดภัย

คนที่เป็น "กรดไหลย้อน" ยิ่งต้องเลี่ยงด่วน!

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่คือ ทั้งกาแฟและส้มโอต่างเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร โดย ดร.คริส โมห์ร ชี้ว่า ลำพังแค่กาแฟอย่างเดียวก็มีฤทธิ์กระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้นอยู่แล้ว ซ้ำร้ายคาเฟอีนยังทำให้กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว เปิดโอกาสให้กรดไหลย้อนขึ้นมาได้ง่าย

เมื่อทานร่วมกับส้มโอ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีกรดตามธรรมชาติสูง โดยเฉพาะในตอนเช้าขณะท้องว่าง ความเสี่ยงในการเกิดอาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn) หรือโรคกรดไหลย้อนจะพุ่งสูงขึ้นทันที ในกลุ่มคนที่มีอาการปวดท้องง่าย

 ควรทานห่างกันแค่ไหนถึงจะปลอดภัย?

จูเลีย ซุมปาโน แนะนำว่า "ควรทานส้มโอห่างจากเวลาดื่มกาแฟอย่างน้อย 10 ชั่วโมง" เนื่องจากคาเฟอีนอาจใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 25 ถึง 30 ชั่วโมงในการถูกขับออกจากร่างกายจนเกือบหมด

อย่างไรก็ตาม อัตราการเผาผลาญคาเฟอีนของแต่ละคนไม่เท่ากัน หากคุณเป็นคนที่ย่อยสลายคาเฟอีนได้ช้า และมักมีอาการใจสั่นหรือกระวนกระวายใจหลังจากดื่มกาแฟ แนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการทานส้มโอหรือเกรปฟรุตภายในวันเดียวกันกับการดื่มกาแฟ จะปลอดภัยที่สุด

 

 

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง (References)

  1. ข้อมูลการชะลอทำงานของเอนไซม์ CYP1A2 โดย Malina Malkani จากบทความในนิตยสาร Parade

  2. ข้อมูลการกระตุ้นกรดในกระเพาะอาหารและการขัดขวางฤทธิ์ยา โดย Dr. Chris Mohr

  3. ข้อมูลระยะเวลาการขับคาเฟอีนและคำแนะนำการทานห่างกัน 10 ชั่วโมง โดย Julia Zumpano จาก Cleveland Clinic

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :SOHA