เปิดสาเหตุ "ผ้าเช็ดตัว" ซักแล้วทำไมยังเหม็นอับ ควรเปลี่ยนใหม่ทุก ๆ กี่เดือน?

เปิดสาเหตุ "ผ้าเช็ดตัว" ซักแล้วทำไมยังเหม็นอับ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำควรเปลี่ยนผืนใหม่ทุก ๆ กี่เดือน?
คุณเคยสงสัยไหมว่า ผ้าเช็ดตัวที่บ้านพอใช้ไปสักพัก มักจะมีกลิ่น "เปรี้ยวอับ" แปลกๆ ที่ต่อให้ขยันซักแค่ไหน กลิ่นโชยเหมือนผ้าขี้ริ้วเปียกก็ไม่ยอมหายไป ซ้ำร้ายเนื้อผ้ายังแข็งทื่อ เช็ดแล้วสากหน้าเหมือนเอากระดาษทรายมาขัดผิว แต่พอจะทิ้งทีไรก็เสียดาย
เปิดสาเหตุ: ทำไมผ้าเช็ดตัวถึงแข็งและส่งกลิ่นเปรี้ยว?
หากส่องดูด้วยกล้องขยาย โครงสร้างของผ้าเช็ดตัวจะประกอบด้วย "ห่วงขนผ้า (Loop)" ด้านบน และ "โครงสร้างฐานผ้า (Ground)" ด้านล่างที่คอยยึดเส้นด้ายไว้
เมื่อเราใช้งานและซักซ้ำๆ ห่วงขนผ้าที่เคยฟูนุ่มจะเริ่มล้ม แบนราบ และอัดตัวกันแน่นจนเนื้อผ้าหยาบกร้านขึ้น นอกจากนี้ คราบไขมัน เหงื่อไคล เซลล์ผิวที่ตายแล้ว รวมถึง สารเคมีตกค้างจากผงซักฟอกหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ใส่มากเกินไป จะเข้าไปเคลือบและสะสมอยู่ลึกในเส้นใยผ้า ยิ่งทำให้ผ้าแข็งทื่อ และกลายเป็น "แหล่งอาหารชั้นเลิศ" ของเชื้อโรค
ผ้าเช็ดตัว... จานเพาะเชื้อเคลื่อนที่ในห้องน้ำ
หลายคนคิดว่าผ้าเช็ดตัวใช้หลังจากเราอาบน้ำสะอาดแล้วไม่น่าจะสกปรก แต่ความจริงแล้ว ผ้าเช็ดตัวคือแหล่งบ่มเพาะจุลินทรีย์ชั้นดี ด้วยสูตรสำเร็จเด็ดขาดในห้องน้ำ "ความชื้นสูง + มีคราบอาหารของเชื้อโรค + อุณหภูมิพอเหมาะ"
จากการสุ่มตรวจสุขอนามัยผ้าเช็ดตัวพบว่า กว่า 53.7% มีแบคทีเรียเจริญเติบโตอยู่ ที่พบบ่อย เช่น เชื้ออีโคไล (E. coli) ที่ทำให้ท้องร่วงหรือผิวหนังอักเสบ และเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ที่ทำให้เกิดหนองหรือแผลติดเชื้อ

มหันตภัยเงียบ: "ไบโอฟิล์ม" (Biofilm)
เมื่อแบคทีเรียไปรวมตัวกันในเส้นใยผ้า มันจะหลั่งสารเหนียวๆ ออกมาคลุมตัวเอง เรียกว่า "ไบโอฟิล์ม" (Biofilm) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนป้อมปราการป้องกันตัวมันเอง ทำให้การซักผ้าแบบธรรมดาไม่สามารถล้างมันออกได้
วิธีสังเกตคราบไบโอฟิล์ม: ผ้าเช็ดตัวจะเริ่มมีกลิ่นเปรี้ยวอับโชยมาแม้จะเพิ่งซักเสร็จ และสีผ้าเริ่มหมองคล้ำสกปรก หากนำมาเช็ดหน้าหรือตัว อาจไปกระตุ้นให้เกิดสิว รูขุมขนอักเสบ โรคเชื้อรา (กลากเกลื้อน/ฮ่องกงฟุต) ไปจนถึงโรคตาแดงได้ง่ายขึ้น
อายุการใช้งานที่แท้จริง: ควรเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 3-6 เดือน
ผ้าเช็ดตัวไม่ใช่ของใช้ตลอดชีพ และไม่ต้องรอให้ "เปื่อยขาด" ถึงค่อยเปลี่ยน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้โละเปลี่ยนผืนใหม่ทุกๆ 3–6 เดือน เนื่องจากคราบไบโอฟิล์มและแบคทีเรียจะเริ่มฝังรากลึกแน่นหนาตั้งแต่เดือนที่ 2 เป็นต้นไป
เครื่องอบผ้าความร้อนสูง ช่วยทำลายไบโอฟิล์มได้ไหม?
คำตอบคือ: ความร้อนสูงช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียส่วนใหญ่ได้จริง แต่ทำลายโครงสร้างไบโอฟิล์มที่ฝังลึกไม่ได้ เมื่อผ้าหายร้อนและสัมผัสความชื้นอีกครั้ง แบคทีเรียตัวใหม่จะเข้าไปสิงสู่ในป้อมปราการเดิมได้อย่างรวดเร็ว กลิ่นเปรี้ยวและรอยหมองจึงซักไม่หายอยู่ดี
คู่มือซักและใช้ผ้าเช็ดตัวให้ถูกสุขอนามัย
เพื่อสุขภาพผิวที่ดีของทุกคนในบ้าน ควรปฏิบัติตามหลักการต่อไปนี้:
-
แยกผืน แยกส่วน: ควรแยกผ้าสำหรับเช็ดหน้า เช็ดผม เช็ดมือ และเช็ดตัวออกจากกัน ห้ามใช้浴巾ผืนเดียวเช็ดจุดซ่อนเร้นแล้วนำมาเช็ดหน้าเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียจากอุจจาระขึ้นใบหน้า
-
ห้ามใช้ร่วมกัน: แม้จะเป็นคนในครอบครัวหรือคนรักก็ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน เพื่อป้องกันการส่งต่อเชื้อรา แบคทีเรีย หรือโรคผิวหนัง (เช่น หูด หรือน้ำกัดเท้า)
-
ต้มน้ำร้อนฆ่าเชื้อ: การซักน้ำเย็นธรรมดาไม่สามารถทลายไบโอฟิล์มได้ แนะนำให้ซักด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิ 60°C ขึ้นไป หรือหากผ้าเริ่มมีกลิ่นอับ ให้ใช้วิธีนำผ้าไปต้มในน้ำเดือดเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ฝังลึก
-
ความถี่ในการซักที่เหมาะสม:
-
ผ้าเช็ดหน้า: ซักอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
-
ผ้าเช็ดตัวทั่วไป: ซักอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง (หรือหลังใช้ 3-5 ครั้ง)
-
ผ้าเช็ดมือ: ใช้งานบ่อยที่สุด ควรซักสลับเปลี่ยนทุกวัน
-
ผ้าไปยิม/ฟิตเนส: ซับเหงื่อและไขมันปริมาณมาก ต้องซักทันทีหลังใช้เสร็จทุกครั้ง
-
-
ตากให้แห้งสนิท: หลังใช้หรือซักเสร็จ ต้องตากในที่แดดส่องถึง ลมโกรก หรืออบให้แห้งสนิท ห้ามพาดทิ้งไว้ในห้องน้ำที่อับชื้นเด็ดขาด
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
