"มัทฉะ" ดื่มบ่อยๆ ทำโลหิตจาง-ผมร่วงได้? ผู้เชี่ยวชาญให้คำตอบแล้ว : เช็กข่าวชัวร์

Fact Check: ดื่ม "มัทฉะ" เป็นประจำ ทำให้โลหิตจาง-ผมร่วงได้จริงไหม? ผู้เชี่ยวชาญสับข่าวลือโซเชียล
กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์เมื่อมีการส่งต่อกระแสข่าวลือที่ระบุว่า การดื่ม "มัทฉะ" (Matcha) หรือผงชาเขียวบดเข้มข้นเป็นประจำทุกวัน อาจเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายขาดธาตุเหล็ก นำไปสู่ภาวะโลหิตจาง และส่งผลกระทบต่อเนื่องจนทำให้ "ผมร่วง" รุนแรง ความเชื่อนี้ทำให้ผู้ที่รักสุขภาพหลายคนเริ่มเกิดความไม่มั่นใจ เนื่องจากมัทฉะจัดเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตที่ขึ้นชื่อเรื่องการอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูงอย่าง EGCG ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ในแง่ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ โภชนากรและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของ "มัทฉะดีหรือร้าย" แต่หัวใจสำคัญขึ้นอยู่กับ "ปริมาณ ช่วงเวลาในการดื่ม และพฤติกรรมการบริโภคอาหารโดยรวม" ของแต่ละบุคคล ซึ่งไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป
กลไกทางวิทยาศาสตร์: ทำไมมัทฉะถึงเอี่ยวกับการดูดซึมธาตุเหล็ก?
จากการเปิดเผยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระบุว่า มัทฉะเป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารชีวภาพจำนวนมาก ทั้งคาเทชิน คาเฟอีน และแอล-ธีอะนีน (L-Theanine) ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบประสาทและหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม สารโพลีฟีนอลและแทนนินในชาเขียวเข้มข้นมีกลไกทางเคมีที่สามารถเข้าไปเกาะจับกับธาตุเหล็กในระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะ "เหล็กนอนฮีม" (Non-Heme Iron) ซึ่งเป็นธาตุเหล็กที่พบได้ในพืชผัก เช่น ผักใบเขียว ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ
ผลการวิจัยทางคลินิกยืนยันตรงกันว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีโพลีฟีนอลสูง เช่น ชา หรือกาแฟ พร้อมกับมื้ออาหารที่มีธาตุเหล็กจากพืชเป็นหลัก จะลดประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกายลงจริง โดยสัดส่วนการลดลงขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของชาที่บริโภค
แยกแยะให้ชัด "ลดการดูดซึม" กับ "เป็นโรคโลหิตจาง" ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า ต้องแยกสองประเด็นนี้ออกจากกันอย่างเด็ดขาด ภาวะลดการดูดซึมสารอาหารชั่วคราวไม่ได้หมายความว่าจะพัฒนากลายเป็นโรคโลหิตจางในทันที หากผู้บริโภคมีพฤติกรรมการกินอาหารที่หลากหลาย มีการบริโภคธาตุเหล็กชนิด "เหล็กฮีม" (Heme Iron) ซึ่งพบมากในเนื้อสัตว์ เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ ตับ อาหารทะเล และไข่ ซึ่งธาตุเหล็กกลุ่มนี้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้โดยตรง และไม่ได้รับผลกระทบจากสารในมัทฉะ ความเสี่ยงในการเกิดภาวะโลหิตจางจากการดื่มมัทฉะจึงต่ำมาก
กลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ ผู้ที่เป็นมังสวิรัติ (ทานเฉพาะพืช) ผู้ที่มีภาวะซีดหรือธาตุเหล็กต่ำอยู่เดิม และผู้ที่นิยมดื่มมัทฉะเข้มข้นในมื้ออาหารทันที
เปิด 3 แนวทางปฏิบัติ ดื่มมัทฉะอย่างไรให้ปลอดภัย ไกลโรคซีด
เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อการดูดซึมสารอาหาร แพทย์มีคำแนะนำในการจัดตารางเวลาและปรับพฤติกรรมดังนี้:
- เว้นระยะเวลาดื่มให้เหมาะสม: ควรดื่มมัทฉะก่อนหรือหลังมื้ออาหารหลักประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้ระบบทางเดินอาหารดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารจานหลักได้อย่างเต็มที่
- ผู้ที่ทานยาเสริมธาตุเหล็กห้ามดื่มพร้อมมัทฉะ: สำหรับผู้ป่วยที่แพทย์สั่งจ่ายยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก ไม่ควรทานยาพร้อมกับมัทฉะ ชา กาแฟ หรือนม เนื่องจากจะทำให้ประสิทธิภาพของยาแทบเป็นศูนย์ โดยควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
- ทานวิตามินซีควบคู่ในมื้ออาหาร: การทานผลไม้หรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว ร่วมในมื้ออาหาร จะช่วยเพิ่มคุณสมบัติให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กนอนฮีมจากพืชได้ดียิ่งขึ้น และลดแรงกดทับจากการขัดขวางของสารในชา
สรุปข้อเท็จจริงประเด็น "มัทฉะทำให้อาการผมร่วงรุนแรง"?
สำหรับประเด็นเรื่องผมร่วง แพทย์ชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน มัทฉะไม่ใช่ตัวการตรงที่วิ่งไปทำลายรากผม แต่อาการผมร่วงอาจเป็นสัญญานทางอ้อมของผู้ที่มีภาวะซีดหรือขาดสารเฟอร์ริติน (Ferritin) ขั้นรุนแรงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม อาการผมร่วงเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง และมักเกิดขึ้นจากปัจจัยอื่น ๆ ที่หลากหลายกว่ามาก เช่น ภาวะความเครียดสะสม การขาดสารอาหารประเภทโปรตีนและสังกะสี (Zinc) ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ฮอร์โมนแปรปรวนหลังคลอดบุตร โรคผิวหนังบริเวณหนังศีรษะ ผลข้างเคียงจากการทานยาบางชนิด หรือการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเกินไป
นอกจากนี้ แพทย์ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการซื้อยามาทานเอง โดยระบุว่าเมื่อมีอาการอ่อนเพลียหรือผมร่วง หลายคนมักด่วนสรุปว่าตนเองขาดธาตุเหล็กแล้วซื้อยาเม็ดธาตุเหล็กมาทานต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ซึ่งถือเป็นอันตรายอย่างมากเนื่องจากธาตุเหล็กที่เกินความต้องการจะไปสะสมและทำลายอวัยวะภายใน เช่น ตับและหัวใจ
สรุปสถานะ Fact Check
คำกล่าวอ้าง: การดื่มมัทฉะเป็นประจำทำให้ร่างกายขาดเหล็ก โลหิตจาง และผมร่วง
ผลตรวจสอบ: คลาดเคลื่อนบางส่วน
คำอธิบาย: มัทฉะไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคโลหิตจางหรือผมร่วง แต่สารโพลีฟีนอลในมัทฉะมีฤทธิ์ลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชผักจริงหากดื่มพร้อมมื้ออาหาร สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีพฤติกรรมการกินปกติและดื่มมัทฉะอย่างถูกช่วงเวลา เครื่องดื่มนี้ยังคงเป็นมิตรต่อสุขภาพและสามารถดื่มได้ตามปกติโดยไม่มีอันตราย
- เลี่ยงได้เลี่ยง! 4 มื้อเช้าที่ “ชวนป่วย” บำรุงเซลล์มะเร็งแบบเงียบๆ หลายคนกินไม่รู้ตัว
- ไม่ต้องผสมน้ำผึ้ง! กูรูต่างชาติแนะ 2 เครื่องดื่ม "ของดียามเช้า" ช่วยลำไส้สะอาด บำรุงตับ-ไต

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี