6 อาหารสีชมพูธรรมชาติ ซูเปอร์ฟู้ดสีสวยหวานต้านโรค ประโยชน์ต่อสุขภาพรอบด้าน

6 อาหารสีชมพูธรรมชาติ ซูเปอร์ฟู้ดสีสวยหวานต้านโรค ประโยชน์ต่อสุขภาพรอบด้าน

6 อาหารสีชมพูธรรมชาติ ซูเปอร์ฟู้ดสีสวยหวานต้านโรค ประโยชน์ต่อสุขภาพรอบด้าน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

6 อาหารสีชมพูธรรมชาติ ซูเปอร์ฟู้ดสีสวยหวานต้านโรค ประโยชน์ต่อสุขภาพรอบด้าน

เมื่อพูดถึงอาหารเพื่อสุขภาพ หลายคนอาจนึกถึงผักใบเขียวหรือธัญพืชเป็นอันดับแรก แต่ความจริงแล้ว "อาหารสีชมพูธรรมชาติ" ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่น่าจับตามองมาก เพราะนอกจากจะมีสีสันที่สวยงามชวนให้เจริญอาหารแล้ว เมนูสีชมพูเหล่านี้ยังอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างคาดไม่ถึง 

เม็ดสีชมพูในอาหารแต่ละชนิดเกิดขึ้นจากสารสีธรรมชาติ เช่น ไลโคปีน (Lycopene), แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) หรือเบตาเลน (Betalain) ซึ่งพบได้ทั้งในผัก ผลไม้ ดอกไม้ และเนื้อสัตว์บางประเภท

1. แก้วมังกรเนื้อแดง (Red Dragon Fruit)

ผลไม้สีชมพูสดที่ให้พลังงานต่ำ แต่อุดมไปด้วยใยอาหาร มีสารสีในกลุ่มเบตาเลน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี นอกจากนี้เปลือกแก้วมังกรมีปริมาณฟีนอล แอนโทไซยานิน และฟลาโวนอล ไกลโคไซด์ มากกว่าเนื้อแก้วมังกรถึง 3-5 เท่า และยังมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งได้ดีกว่าเนื้อแก้วมังกร ดังนั้น เมื่อปอกเปลือกแก้วมังกร ไม่จำเป็นต้องปอกลึกเกินไป การเหลือชั้นเปลือกบาง ๆ ไว้ติดกับเนื้อจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ 

2. ฝรั่งไส้แดง (Red Guava)

ผลไม้เนื้อสีชมพูที่ให้วิตามินซีสูงปรี๊ด มีใยอาหาร และมีไลโคปีน (สารชนิดเดียวกับที่พบในมะเขือเทศและแตงโม) ข้อดีของฝรั่งไส้แดงคือเคี้ยวเพลิน อิ่มนาน เหมาะเป็นของว่างสำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนักและลดการกินจุบจิบ แนะนำว่าให้กินแบบสดๆ ไม่จิ้มพริกเกลือจะดีที่สุด

3. สตรอว์เบอร์รี (Strawberry)

ราชินีแห่งผลไม้สีแดงอมชมพู ขวัญใจสายหวานที่รักสุขภาพ สตรอว์เบอร์รีอุดมไปด้วยวิตามินซี ใยอาหาร และแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ นิยมนำมาทานสด ใส่ในโยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต หรือสลัด แต่ควรเลือกแบบผลสดที่ไม่ผ่านการเชื่อมหรือเติมน้ำตาล

4. ลูกพีช (Peach)

ผลไม้สีชมพูละมุนที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ลูกพีชเป็นแหล่งของวิตามินเอ วิตามินซี และโพแทสเซียม ทั้งยังมีใยอาหารสูงที่ช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่าย เนื้อพีชฉ่ำน้ำช่วยเติมความสดชื่นและบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง จะทานสดหรือนำไปสไลด์ใส่ในชาขวดโปรดแบบไม่ใส่น้ำตาลก็ช่วยชาร์จพลังให้ร่างกายได้เป็นอย่างดี

5. กุหลาบสีชมพู (Pink Rose) 

นอกจากความสวยงามแล้ว กลีบกุหลาบสีชมพูยังจัดเป็นอาหารและสมุนไพรชั้นดี เม็ดสีชมพูระเรื่อนั้นอุดมไปด้วยสารพฤกษเคมีและโพลีฟีนอลที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ นิยมนำกลีบกุหลาบอบแห้งมาทำเป็น "ชากุหลาบ" หรือนำสารสกัดไปแต่งกลิ่นขนม ซึ่งชากุหลาบมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ได้อย่างดีเยี่ยม

6. บีทรูต (Beetroot)

ผักหัวใต้ดินที่มีสีชมพูแดงเข้มข้นสะดุดตาจากสารเบตาเลน บีทรูตมีใยอาหารและมีไนเตรตตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยเรื่องการขยายตัวของหลอดเลือดและการไหลเวียนของโลหิต นิยมนำไปทำสมูทตี้ สลัด หรืออบทานเป็นเครื่องเคียง

ข้อควรระวัง: สำหรับผู้ที่มีประวัตินิ่วในไตหรือจำเป็นต้องควบคุมปริมาณสารออกซาเลต (Oxalate) ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานในปริมาณมากเป็นประจำ

 

กินอาหารสีชมพูอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

แม้อาหารสีชมพูธรรมชาติจะมีประโยชน์ แต่ไม่ควรกินซ้ำ ๆ เพียงสีเดียว ควรกินผักผลไม้ให้หลากหลายสี เช่น เขียว เหลือง ส้ม ม่วง แดง และขาว เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนมากขึ้น

นอกจากนี้ ควรเลือกอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อย หลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล เกลือ หรือซอสปริมาณมาก เพราะอาจทำให้เมนูที่ดีต่อสุขภาพกลายเป็นเมนูที่ให้พลังงาน น้ำตาล หรือโซเดียมสูงเกินไป

สรุป

อาหารสีชมพูธรรมชาติ ล้วนมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในแบบของตัวเอง หัวใจสำคัญคือไม่ควรมองว่าอาหารสีใดสีหนึ่งดีที่สุด แต่ควรกินให้หลากหลาย เลือกวัตถุดิบสดใหม่ และกินในปริมาณพอดี เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร โปรตีน และสารพฤกษเคมีจากธรรมชาติอย่างสมดุล

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล