แอร์ไม่เย็นอย่าเพิ่งลดองศา! กูรูแฉ "ตัวขโมยไอเย็น" ทำคอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก-ค่าไฟพุ่ง

แอร์ไม่เย็นอย่าเพิ่งลดองศา! กูรูแฉ "ตัวขโมยไอเย็น" ทำคอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก-ค่าไฟพุ่ง

แอร์ไม่เย็นอย่าเพิ่งลดองศา! กูรูแฉ "ตัวขโมยไอเย็น" ทำคอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก-ค่าไฟพุ่ง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิดแอร์ยังไงก็ไม่ฉ่ำ? ผู้เชี่ยวชาญเฉลย "จุดตาย" ที่คนมองข้าม ไม่ใช่เรื่องอุณหภูมิหรือแรงลม แต่คือสิ่งนี้!

ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนอบอ้าวรุนแรง "เครื่องปรับอากาศ" หรือแอร์ กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์หนึ่งที่แทบทุกบ้านต้องเปิดใช้งาน ทว่าหลายคนมักติดนิสัยทันทีที่เดินเข้าห้องมาร้อน ๆ ก็จะรีบกดรีโมทลดอุณหภูมิลงไปต่ำมาก ๆ เช่น 20-22 องศาเซลเซียส พร้อมเปิดแรงลมระเบิดความเย็นเต็มสปีด แต่สุดท้ายกลับพบว่าแอร์ก็ยังไม่เย็นฉ่ำสะใจ แถมแอร์ยังทำงานหนักจนค่าไฟพุ่งกระฉูด

เรื่องนี้ทางผู้เชี่ยวชาญจากการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลในงานเสวนาด้านการประหยัดพลังงานว่า "จุดยุทธศาสตร์" ที่ชี้ชะตาว่าเปิดแอร์แล้วจะเย็นหรือไม่ แท้จริงแล้วไม่ใช่การตั้งค่าอุณหภูมิหรือความแรงของลมบนรีโมท แต่เป็นปัจจัยใกล้ตัวที่หลายครอบครัวละเลย นั่นคือ "ภาวะลมรั่วไหลและความมิดชิดของห้อง" วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกกลไกและทริกแก้ไขเรื่องนี้กัน

เหตุผลทางฟิสิกส์: ทำไมห้องมีรอยรั่ว... เปิดแอร์กี่องศาก็ไม่เย็น?

การเปิดแอร์ในห้องที่ปิดไม่สนิทหรือมีช่องโหว่ เปรียบเสมือนการพยายามเทน้ำใส่ขวดที่ก้นรั่วค่ะ ต่อให้คอมเพรสเซอร์แอร์จะทำงานแผ่ความเย็นออกมามากแค่ไหน ไอเย็นเหล่านั้นก็จะไหลทะลักออกไปตามแรงดันอากาศอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มวลอากาศร้อนชื้นจากภายนอก เช่น จากโถงทางเดิน บันได หรือห้องครัว จะวิ่งสวนเข้ามาแทนที่ตลอดเวลา

สิ่งนี้ทำให้แอร์ต้องรับภาระหนักเกินกว่าขนาดบีทียู (BTU) ที่คำนวณไว้ เพราะมันเกือบจะต้อง "แบกพื้นที่ภายนอก" ที่ไม่จำเป็นต้องทำความเย็นไปด้วย นี่คือคำตอบว่าทำไมบางบ้านกดรีโมทลงไปถึง 22 องศาเซลเซียสแล้วก็ยังรู้สึกอ้าว ตัวเหนียวเหนอะหนะ แถมมิเตอร์ไฟยังวิ่งฉิวจนน่าตกใจ การแก้ปัญหาด้วยการลดอุณหภูมิลงไปอีกจึงเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ทริกแรกที่ต้องทำคือตรวจสอบรอยรั่วรอบห้องต่างหาก

เช็กด่วน! 4 จุดอับลมรั่วในห้องที่ทำแอร์ทำงานหนัก

กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) และหน่วยงานบริการเครื่องกลไฟฟ้าฮ่องกง ได้ให้คำแนะนำตรงกันว่า การอุดรอยรั่วซึมรอบอาคารช่วยเซฟค่าพลังงานในฤดูร้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีจุดหลัก ๆ ที่ต้องระวังดังนี้

  1. ช่องว่างใต้ประตู: หากมีช่องว่างระหว่างขอบล่างของประตูกับพื้นห้องสูงเกินไป ไอเย็นจะไหลออกจุดนี้ได้ง่ายที่สุด แนะนำให้หาคิ้วกันฝุ่นหรือแถบยาง (Door Seal) มาติดปิดช่องว่าง
  2. หน้าต่างที่ปิดไม่สนิท: หน้าต่างบานเลื่อนหรือบานเกล็ดที่กลไกชำรุดและปิดล็อกได้ไม่แน่นหนา จะทำให้อากาศร้อนภายนอกซึมเข้าตลอดเวลา
  3. ผนังกระจกท้าแดด: ห้องที่มีกระจกบานใหญ่และหันหน้าเจอรังสีความร้อนรุนแรงโดยตรง ควรติดตั้งผ้าม่านทึบแสง (Blackout) และปิดม่านในช่วงเวลาที่แดดจัดที่สุดของวันเพื่อช่วยลดภาระการทำงานของแอร์
  4. พฤติกรรมการเปิด-ปิดประตูบ่อย: การเดินเข้าออกห้องแอร์และเปิดประตูค้างไว้นาน ๆ ทุกครั้งที่ประตูเปิด ไอเย็นจะทะลักออกทันที และระบบแอร์ต้องสตาร์ทนับหนึ่งในการทำความเย็นใหม่ทุกครั้ง

ทริกหันมาปิดห้องอย่างไร? ให้เย็นฉ่ำและปลอดภัยต่อสุขภาพ

แม้ว่าเราจำเป็นต้องปิดห้องให้มิดชิดเพื่อกักเก็บความเย็นและประหยัดไฟ แต่การ "ปิดตาย" ห้องแอร์ทึบสนิทเป็นเวลานานหลายชั่วโมงติดต่อกัน โดยเฉพาะในห้องนอนที่มีคนอยู่ร่วมกันหลายคน อาจทำให้เกิดการสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์และสารมลพิษในอากาศ จนทำให้ตื่นนอนมาแล้วรู้สึกหัวตื้อ อึดอัด หรือไม่สดชื่น

หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA) แนะนำวิธีการหมุนเวียนอากาศที่ถูกต้องและไม่เปลืองไฟดังนี้:

  1. ก่อนจะเปิดแอร์ในแต่ละวัน ให้เปิดประตูและหน้าต่างทิ้งไว้สัก 2-3 นาที เพื่อระบายมวลอากาศร้อนและกลิ่นอับค้างห้องออกไปก่อน จากนั้นจึงทำการปิดประตูหน้าต่างให้สนิทแล้วกดเปิดแอร์
  2. หากมีการเปิดแอร์ต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วโมง ในช่วงเวลาที่แอร์ตัดหรืออุณหภูมิภายนอกเริ่มเย็นลง (เช่น ช่วงเช้าตรู่) อาจปิดแอร์แล้วเปิดหน้าต่างให้อากาศบริสุทธิ์เข้ามาถ่ายเทประมาณ 5-10 นาที แล้วค่อยปิดเพื่อเปิดแอร์ต่อในรอบถัดไป
  3. หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ (Filter) เป็นประจำทุก ๆ 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางให้แรงลมหมุนเวียนได้สะดวก ไม่ติดขัดคราบฝุ่นเกาะหนา

บทสรุปแล้ว หัวใจสำคัญของการเปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำและประหยัดค่าไฟในบ้าน ไม่ใช่การหักโหมปรับอุณหภูมิให้ต่ำลง แต่คือการควบคุมสภาพแวดล้อมของห้องให้มิดชิด ไร้รอยรั่วซึม ควบคู่ไปกับการรักษาความสะอาดของตัวเครื่อง รู้แบบนี้แล้ว ลองสละเวลาสักนิดเดินสำรวจรอบ ๆ ห้องนอนและห้องนั่งเล่นที่บ้านดูนะคะ อุดรอยรั่วใต้ประตู ติดตั้งม่านกันแดด เพียงเท่านี้ แอร์ที่บ้านของคุณก็จะกลับมาเย็นฉ่ำชื่นใจ แถมยังเซฟเงินในกระเป๋าตอนบิลค่าไฟมาเยือนได้อย่างแน่นอน!

 

แหล่งข้อมูล

  1. U.S. Department of Energy: Air Sealing Your Home to Improve Refrigerator and Air Conditioner Efficiency
  2. U.S. Environmental Protection Agency (EPA): Guide to Indoor Air Quality and Ventilation in Homes
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล