EVN เตือนเอง! เปิดแอร์แบบนี้ 'ค่าไฟพุ่งกระฉูด' เผยชัด 5 พฤติกรรมที่ต้องรีบเปลี่ยน
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1979/9896214/newnewnewnewnewnewnew-thumbna.jpgEVN เตือนเอง! เปิดแอร์แบบนี้ 'ค่าไฟพุ่งกระฉูด' เผยชัด 5 พฤติกรรมที่ต้องรีบเปลี่ยน

EVN เตือนเอง! เปิดแอร์แบบนี้ 'ค่าไฟพุ่งกระฉูด' เผยชัด 5 พฤติกรรมที่ต้องรีบเปลี่ยน

แชร์เรื่องนี้

เปิดแอร์อย่างไรไม่ให้กระเป๋าฉีก? รวม 5 ข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำจนค่าไฟเพิ่มโดยไม่รู้ตัว

วิกฤตค่าไฟ: ทำไมเปิดแอร์เท่าเดิม แต่จ่ายเงินเพิ่มขึ้นหลายเท่า?

ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัดจนอุณหภูมิพุ่งสูง แอร์หรือเครื่องปรับอากาศกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทุกบ้านแทบจะเปิดใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง แต่พอถึงสิ้นเดือน หลายคนกลับต้อง "ร้องไห้หนักมาก" เมื่อเห็นบิลค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่าหรือสามเท่า ทั้งที่คิดว่าเปิดใช้งานตามปกติ ทางองค์กรการไฟฟ้าได้ออกมาแจ้งเตือนว่า พฤติกรรมและสารพัดความเชื่อผิดๆ ในการเปิดแอร์นี่เองที่เป็นตัวการลับทำร้ายกระเป๋าเงินของคุณ

หากคุณยังคงมี 5 พฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้อยู่ แนะนำให้รีบปรับเปลี่ยนโดยด่วน:

1. กดลดอุณหภูมิให้ต่ำสุดทันทีหลังเปิดเครื่อง

เมื่อเดินกลับเข้ามาในบ้านหลังจากเจอแดดจัดระดับ 40 องศาเซลเซียส พฤติกรรมยอดฮิตของคนส่วนใหญ่คือการกดรีโมทแอร์ไปที่อุณหภูมิต่ำสุด เช่น 16 องศาเซลเซียส เพราะหวังจะให้ห้องเย็นเร็วที่สุด แต่ในความเป็นจริง การทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้แอร์เย็นเร็วขึ้นเลย เนื่องจากกำลังของคอมเพรสเซอร์แอร์มีขีดจำกัดคงที่

การตั้งอุณหภูมิให้ต่ำเกินไปจะยิ่งทำให้คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักแบบ "gong" หรือโหลดสูงสุดเป็นเวลานานเพื่อไต่ระดับให้ถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ส่งผลให้กินไฟมหาศาล ทางการไฟฟ้าแนะนำว่า ควรตั้งอุณหภูมิแอร์ไว้ที่ 26-28 องศาเซลเซียส เพราะทุกๆ 1 องศาที่คุณลดลง แอร์จะกินไฟเพิ่มขึ้นทันที 1% ถึง 3%

2. เปิดๆ ปิดๆ แอร์สลับกับเปิดพัดลม เพราะคิดว่าช่วยประหยัด

หลายคนมีสูตรประหยัดไฟส่วนตัวด้วยการเปิดแอร์ให้ห้องเย็นฉ่ำ จากนั้นก็กดปิดแอร์แล้วเปิดพัดลมแทน พอห้องเริ่มกลับมาอุ่นและร้อนก็นำกลับมาเปิดแอร์ใหม่อีกครั้ง การใช้งานที่คิดว่า "พลิกแพลง" เช่นนี้ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะทุกครั้งที่แอร์เริ่มสตาร์ทตัวใหม่ คอมเพรสเซอร์ต้องใช้กระแสไฟฟ้าในปริมาณที่สูงมากเพื่อเริ่มระบบทำความเย็นจากศูนย์ การเปิดๆ ปิดๆ แอร์บ่อยๆ นอกจากจะทำให้อายุการใช้งานของเครื่องสั้นลงแล้ว ยังส่งผลให้ค่าไฟตอนสิ้นเดือนพุ่งสูงขึ้นกว่าการเปิดแอร์ทิ้งไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสมสม่ำเสมอถึง 3 เท่า

3. ปิดประตูหน้าต่างสนิท แต่ลืมปิดม่านกันแสงแดด

แม้ว่าห้องที่ปิดมิดชิดจะเป็นเงื่อนไขบังคับเพื่อให้แอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากห้องของคุณมีบานประตูหรือหน้าต่างเป็นกระจก โดยเฉพาะห้องที่หันไปทางทิศตะวันตกซึ่งต้องรับแสงแดดเต็มๆ การไม่ปิดผ้าม่านจะกลายเป็นภาระหนักหนาต่อกระเป๋าตังค์ของคุณ แสงแดดที่ส่องผ่านกระจกเข้ามาจะเกิด "เอฟเฟกต์เรือนกระจก" ทำให้อุณหภูมิในห้องพุ่งสูงขึ้นตลอดเวลา เมื่อเซนเซอร์ของแอร์ตรวจจับได้ว่าห้องยังร้อน คอมเพรสเซอร์ก็จะต้องทำงานหนักตลอดเวลาโดยไม่มีช่วงพัก วิธีแก้ไขคือควรติดตั้งผ้าม่านที่กันรังสี UV หรือติดฟิล์มกรองความร้อนที่กระจกเพื่อช่วยบล็อกความร้อนจากภายนอก

4. พึ่งพาแต่พลังแอร์ โดยไม่ยอมเปิดพัดลมช่วย

บางบ้านเลือกที่จะปิดพัดลมทุกตัวเมื่อเปิดแอร์ เพราะกลัวว่าลมจากพัดลมจะไปทำให้ความเย็นของแอร์เจือจางลง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าแนะนำว่า ควรเปิดพัดลมควบคู่ไปด้วย โดยเปิดเบอร์เบาๆ ในช่วง 15-20 นาทีแรก ลมจากพัดลมจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนอากาศ มวลความเย็นจากแอร์จะกระจายตัวไปทั่วมุมห้องอย่างรวดเร็วแทนที่จะกองอยู่แค่บนพื้น การมีพัดลมมาช่วยเสริมแรงนี้จะทำให้คุณสามารถขยับตั้งอุณหภูมิแอร์เพิ่มขึ้นได้อีก 1-2 องศาเซลเซียส (เช่น ตั้งที่ 26-27 องศา) โดยที่ร่างกายยังรู้สึกเย็นสบายเท่าเดิม ซึ่งทริกนี้ช่วยประหยัดไฟได้โข

5. เปิดโหมด Dry (รูปหยดน้ำ) มั่วซั่วตลอดทั้งฤดูร้อน

เคยมีกระแสแชร์ต่อกันในโลกโซเชียลว่า การเปลี่ยนโหมดแอร์จาก Cool (รูปเกล็ดหิมะ) มาเป็นโหมด Dry (รูปหยดน้ำ) จะช่วยเซฟค่าไฟได้ดีกว่า แต่ในความจริง โหมด Dry มีหน้าที่หลักคือ "การลดความชื้น" เหมาะสำหรับใช้ในวันที่มีฝนตกชุกหรือมีอากาศชื้นสูง แต่สำหรับวันในฤดูร้อนที่อากาศแห้งแล้งและร้อนจัด การเปิดโหมด Dry จะไม่ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนในอากาศ ทำให้แอร์ต้องรันระบบไปเรื่อยๆ โดยไม่ตัด ยิ่งไปกว่านั้นการใช้โหมด Dry ในหน้าแล้งจะยิ่งดูดความชื้นออกจากร่างกาย ทำให้ผิวแห้ง คอแห้ง เจ็บคอ และส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก ดังนั้นในหน้าร้อนนี้ ควรตั้งแอร์ไว้ที่โหมด Cool (รูปเกล็ดหิมะ) ตามปกติ เพื่อให้เครื่องทำงานได้ถูกต้องตามฟังก์ชั่นทางเทคนิค

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :SOHA