ติดเคี้ยว "น้ำแข็ง" อย่ามองข้าม อาจไม่ใช่แค่ความชอบ ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วม สัญญาณไม่ดี รีบหาหมอ!

ชอบกินน้ำแข็ง นั่งเคี้ยวน้ำแข็งเล่นประจำ เห็นแล้วอดใจไม่อยู่ สัญญาณโรคเลือดจริงไหม?
หลายคนชอบเคี้ยวน้ำแข็งเป็นนิสัย โดยเฉพาะวันที่อากาศร้อนหรือหลังดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ แต่ถ้ารู้สึกอยากกินน้ำแข็งบ่อยมาก คุมใจยาก หรืออยากเคี้ยวตลอดเวลา อาการนี้อาจไม่ใช่แค่ความชอบธรรมดา เพราะอาจเกี่ยวข้องกับภาวะขาดธาตุเหล็กหรือโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้
Mayo Clinic ระบุว่า การอยากเคี้ยวน้ำแข็งหรือกินน้ำแข็งบ่อย ๆ เรียกว่า Pagophagia ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มอาการ Pica หรือความอยากกินสิ่งที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยอาการอยากกินน้ำแข็งมักพบร่วมกับภาวะขาดธาตุเหล็ก ทั้งในคนที่มีโลหิตจางแล้ว หรือยังไม่ถึงขั้นโลหิตจาง

ชอบกินน้ำแข็งเกี่ยวกับโรคเลือดอย่างไร
คำว่า “โรคเลือด” ในกรณีนี้มักหมายถึงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเกิดจากร่างกายมีธาตุเหล็กไม่เพียงพอสำหรับสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทำให้เลือดลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่ดีเท่าที่ควร
MSD Manual อธิบายว่า ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กรุนแรงอาจมีอาการ Pica คืออยากกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร โดยสิ่งที่พบได้บ่อยคือ “น้ำแข็ง” นอกจากนี้ NHS ยังระบุว่า ความอยากกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร เช่น กระดาษหรือน้ำแข็ง เป็นหนึ่งในอาการที่อาจพบได้ในผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

แค่กินน้ำแข็งบ่อย แปลว่าเป็นโลหิตจางแน่นอนหรือไม่
ยังสรุปไม่ได้ว่าใครที่ชอบกินน้ำแข็งจะต้องเป็นโรคเลือดหรือโลหิตจางเสมอไป เพราะบางคนอาจกินเพราะความชอบ ความเคยชิน ชอบความกรอบ รู้สึกสดชื่น หรือกินหลังเครื่องดื่มเย็นเป็นครั้งคราว ซึ่งไม่ได้ผิดปกติในตัวเอง
แต่ถ้าอาการอยากเคี้ยวน้ำแข็งเกิดขึ้นบ่อยผิดปกติ เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือรู้สึกเหมือนหยุดไม่ได้ ควรสังเกตอาการอื่นร่วมด้วย เพราะอาจเป็นสัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะภาวะขาดธาตุเหล็ก
อาการร่วมที่ควรระวัง
หากชอบกินน้ำแข็งร่วมกับอาการต่อไปนี้ ควรพิจารณาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด เพราะอาจเกี่ยวข้องกับภาวะขาดธาตุเหล็กหรือโลหิตจาง
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียกว่าปกติ
- หน้าซีด เวียนศีรษะ หรือหน้ามืด
- ใจสั่น หายใจเหนื่อยเวลาออกแรง
- มือเท้าเย็น
- ปวดศีรษะ หรือสมาธิลดลง
- ลิ้นเจ็บ ลิ้นอักเสบ หรือมุมปากแตก
- ผมร่วงมากกว่าปกติ
- เล็บเปราะหรือเล็บมีลักษณะแอ่นคล้ายช้อน
- อยากกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร เช่น น้ำแข็ง กระดาษ ดิน หรือแป้ง
อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันโรคด้วยตัวเอง แต่เป็นสัญญาณที่ควรให้แพทย์ประเมิน โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาก ผู้ที่ตั้งครรภ์ ผู้ที่กินอาหารไม่หลากหลาย หรือผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารที่อาจกระทบการดูดซึมธาตุเหล็ก
อยากรู้ว่าเป็นโลหิตจางหรือไม่ ต้องตรวจอะไร
การวินิจฉัยภาวะโลหิตจางหรือขาดธาตุเหล็กไม่ควรดูจากอาการเพียงอย่างเดียว NHLBI หรือ National Heart, Lung, and Blood Institute ระบุว่า แพทย์มักใช้การตรวจเลือด เช่น ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หรือ CBC ระดับฮีโมโกลบิน ระดับธาตุเหล็กในเลือด และเฟอร์ริติน เพื่อประเมินภาวะขาดธาตุเหล็ก
MedlinePlus อธิบายว่า เฟอร์ริตินเป็นโปรตีนที่ช่วยเก็บธาตุเหล็กในร่างกาย การตรวจเฟอร์ริตินจึงช่วยให้เห็นภาพของปริมาณธาตุเหล็กสะสมได้ดีขึ้น หากพบว่าขาดธาตุเหล็ก แพทย์จะพิจารณาหาสาเหตุร่วมด้วย ไม่ใช่เพียงให้ธาตุเหล็กแล้วจบเสมอไป
ไม่ควรซื้อธาตุเหล็กกินเองโดยไม่ตรวจ
แม้การอยากกินน้ำแข็งอาจเกี่ยวข้องกับธาตุเหล็กต่ำ แต่ไม่ควรซื้ออาหารเสริมหรือยาธาตุเหล็กมากินเองโดยไม่ตรวจเลือด เพราะการได้รับธาตุเหล็กมากเกินไปอาจไม่ปลอดภัย และที่สำคัญคืออาจทำให้พลาดการหาสาเหตุจริง เช่น การเสียเลือดเรื้อรัง ประจำเดือนมามาก หรือปัญหาในระบบทางเดินอาหาร
หากแพทย์วินิจฉัยว่าขาดธาตุเหล็กจริง แนวทางดูแลอาจรวมถึงการปรับอาหาร การรักษาสาเหตุที่ทำให้ขาดธาตุเหล็ก และการใช้ธาตุเหล็กภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ซึ่งควรติดตามผลเลือดตามนัด
เคี้ยวน้ำแข็งบ่อย เสี่ยงฟันเสียได้ด้วย
นอกจากเรื่องภาวะขาดธาตุเหล็ก การเคี้ยวน้ำแข็งบ่อย ๆ ยังอาจกระทบสุขภาพฟันได้ เพราะน้ำแข็งมีความแข็งมาก การกัดหรือเคี้ยวเป็นประจำอาจทำให้เคลือบฟันร้าว ฟันบิ่น หรือกระตุ้นอาการเสียวฟัน โดยเฉพาะคนที่มีวัสดุอุดฟัน ครอบฟัน หรือฟันที่อ่อนแออยู่แล้ว
หากรู้ตัวว่าอยากเคี้ยวน้ำแข็งเป็นประจำ ควรเปลี่ยนเป็นปล่อยให้น้ำแข็งละลายในปากแทนการกัด และใช้โอกาสนี้สังเกตร่างกายว่าเป็นเพียงนิสัย หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย
ชอบกินน้ำแข็งอาจเป็นสัญญาณเตือนได้
สรุปแล้ว การชอบกินน้ำแข็งเป็นครั้งคราวไม่ได้แปลว่าเป็นโรคเลือดเสมอไป แต่ถ้าอยากเคี้ยวน้ำแข็งบ่อยมาก เป็นต่อเนื่อง หรือรู้สึกหยุดยาก อาการนี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะขาดธาตุเหล็กหรือโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้
ทางที่ดีที่สุดคืออย่าตื่นตระหนก แต่ไม่ควรมองข้าม หากมีอาการเหนื่อยง่าย ซีด เวียนศีรษะ ใจสั่น ผมร่วง หรือประจำเดือนมามากร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและหาสาเหตุให้ชัดเจน เพราะการรู้เร็วจะช่วยให้รักษาได้ตรงจุดและปลอดภัยกว่า
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



