ช็อก! เปิดผลชันสูตรผู้บริหารแบรนด์เครื่องสำอางดัง เสียชีวิตหลังฉีด "ฟิลเลอร์" อะไรคือสาเหตุ?

ช็อก! เปิดผลชันสูตรผู้บริหารแบรนด์เครื่องสำอางดัง เสียชีวิตหลังฉีด "ฟิลเลอร์" อะไรคือสาเหตุ?

ช็อก! เปิดผลชันสูตรผู้บริหารแบรนด์เครื่องสำอางดัง เสียชีวิตหลังฉีด "ฟิลเลอร์" อะไรคือสาเหตุ?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ผู้บริหาร Estée Lauder เสียชีวิต หลังฉีด "ฟิลเลอร์" พบภาวะสารอุดกั้นหลอดเลือดปอด

กรณีการเสียชีวิตของ Kendal Ascher ผู้บริหารอาวุโสของ Estée Lauder Companies วัย 56 ปี กลับมาเป็นข่าวใหญ่ในวงการความงามอีกครั้ง หลัง New York Post รายงานอ้างผลจากสำนักงานแพทย์นิติเวชของนครนิวยอร์กว่า สาเหตุการเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันจากภาวะอุดกั้นหลอดเลือดปอด โดยมีความเชื่อมโยงกับสิ่งแปลกปลอมหลังการฉีดฟิลเลอร์เพื่อความงาม

กรณีนี้ถูกจัดเป็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และทำให้ประเด็นความปลอดภัยของหัตถการเสริมความงามถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ระบุว่า ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดของฟิลเลอร์คือการฉีดเข้าไปในหลอดเลือดโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งแม้พบได้น้อย แต่หากเกิดขึ้นอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและถาวรได้

เสียชีวิตกะทันหันในอพาร์ตเมนต์ที่นิวยอร์ก

ตามรายงานระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026 ภายในอพาร์ตเมนต์ย่านเชลซี นครนิวยอร์ก หลัง Ascher เพิ่งอาบน้ำเสร็จและบอกสามีว่าเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ จึงนั่งพักอยู่ช่วงสั้น ๆ

William Howe สามีของเขา พยายามช่วยพยุงให้ลุกขึ้นและเดินไปยังห้องนอน แต่ทั้งคู่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว Ascher ก็หมดสติอย่างกะทันหัน เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที

Howe ให้ข้อมูลกับสื่อว่า เขาไม่ทราบมาก่อนว่าสามีเคยฉีดฟิลเลอร์ โดยบอกว่าทั้งคู่เคยทำโบท็อกซ์ด้วยกันเมื่อประมาณ 5 เดือนก่อนหน้า แต่โบท็อกซ์ไม่ใช่ฟิลเลอร์ และเป็นหัตถการคนละประเภทกัน

ผลชันสูตรชี้เกี่ยวข้องกับฟิลเลอร์

รายงานระบุว่า สำนักงานแพทย์นิติเวชของนครนิวยอร์กระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่า เป็นภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันจากภาวะอุดกั้นหลอดเลือดปอดด้วยสิ่งแปลกปลอม หลังการฉีดฟิลเลอร์เพื่อความงาม และจัดให้เป็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ

ภาวะอุดกั้นหลอดเลือดปอดเป็นภาวะฉุกเฉินที่เกิดเมื่อมีสิ่งอุดตันไปขวางหลอดเลือดในปอด ทำให้การไหลเวียนเลือดและการแลกเปลี่ยนออกซิเจนผิดปกติอย่างรุนแรง ในกรณีนี้ รายงานจากสหรัฐฯ ระบุว่า สิ่งที่เกี่ยวข้องคือสารแปลกปลอมหลังหัตถการฉีดฟิลเลอร์

Kendal Ascher คือใครในวงการความงาม

Cosmetics Business รายงานว่า Ascher ทำงานกับ Estée Lauder Companies มานานกว่า 25 ปี โดยล่าสุดดำรงตำแหน่งผู้บริหารอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปในกลุ่มลักชัวรีพอร์ตโฟลิโอของบริษัท ดูแลแบรนด์ในเครือ เช่น Jo Malone London, La Mer และ Darphin ในอเมริกาเหนือ

เส้นทางการทำงานของเขาเริ่มกับ Estée Lauder Companies ตั้งแต่ปี 1995 ก่อนจะเคยร่วมงานกับ Bobbi Brown Cosmetics และ L’Oréal ในแบรนด์ Kiehl’s แล้วกลับมาร่วมงานกับ Estée Lauder อีกครั้งในปี 2007

หลังการเสียชีวิต มีคนในวงการความงามจำนวนมากร่วมแสดงความอาลัย โดยหลายฝ่ายกล่าวถึงเขาในฐานะผู้นำที่มีพลัง ทำงานใกล้ชิดกับทีม และมีบทบาทสำคัญในธุรกิจความงามระดับโลก

โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ต่างกันอย่างไร

แม้โบท็อกซ์และฟิลเลอร์จะเป็นหัตถการแบบฉีดเหมือนกัน แต่ทำงานต่างกัน โบท็อกซ์เป็นการใช้สารกลุ่มโบทูลินัมท็อกซินเพื่อช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อบางจุด จึงมักใช้กับริ้วรอยที่เกิดจากการขยับใบหน้า เช่น รอยย่นหน้าผาก หรือรอยตีนกา

ส่วนฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อเพิ่มปริมาตร เติมร่องลึก หรือปรับรูปหน้า โดยสารที่ใช้บ่อยคือกลุ่มกรดไฮยาลูโรนิก ซึ่งทำหน้าที่ต่างจากโบท็อกซ์อย่างชัดเจน

ดังนั้น การเคยฉีดโบท็อกซ์ไม่ได้หมายความว่าเป็นความเสี่ยงแบบเดียวกับฟิลเลอร์ และคนที่กำลังพิจารณาหัตถการใด ๆ ควรเข้าใจทั้งชนิดของสาร จุดประสงค์การใช้ และความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละวิธี

ฟิลเลอร์ปลอดภัยไหม และเสี่ยงอย่างไร

ฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก และโดยทั่วไปสามารถทำได้อย่างปลอดภัยเมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาต ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง และทำในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม FDA ระบุว่า ความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดคือการฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในหลอดเลือดโดยไม่ตั้งใจ เพราะอาจทำให้หลอดเลือดอุดตัน เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่พอ และมีรายงานภาวะแทรกซ้อน เช่น เนื้อตาย ความผิดปกติของการมองเห็น ตาบอด หรือโรคหลอดเลือดสมอง

American Society for Dermatologic Surgery ยังระบุว่า อาการข้างเคียงทั่วไปของฟิลเลอร์อาจมีรอยแดง บวม ช้ำ หรือเจ็บบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แม้พบได้น้อย ก็จำเป็นต้องได้รับการรับมืออย่างรวดเร็ว

สัญญาณผิดปกติหลังฉีดฟิลเลอร์ที่ต้องรีบพบแพทย์

หลังฉีดฟิลเลอร์ อาการบวม ช้ำ หรือเจ็บเล็กน้อยอาจเกิดขึ้นได้ แต่หากมีอาการผิดปกติรุนแรงหรือเกิดขึ้นรวดเร็ว ไม่ควรรอดูอาการเอง โดยเฉพาะเมื่อสงสัยว่ามีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด

  • ปวดรุนแรงผิดปกติบริเวณที่ฉีด หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • ผิวซีด คล้ำ เป็นปื้น หรือสีผิวเปลี่ยนผิดปกติหลังฉีด
  • มีตุ่มพอง แผล หรือผิวบริเวณที่ฉีดเริ่มผิดปกติอย่างชัดเจน
  • ตามัว มองเห็นผิดปกติ ปวดตา หรือมีอาการทางสายตา
  • เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืด หมดสติ หรืออาการฉุกเฉินอื่น ๆ

หากเกิดอาการเหล่านี้ ควรรีบติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันที เพราะบางภาวะต้องรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อลดความเสียหายถาวร

ก่อนฉีดฟิลเลอร์ ควรตรวจสอบอะไรบ้าง

กรณีของ Ascher ทำให้หลายคนกลับมาตั้งคำถามว่า หัตถการที่ดูคุ้นเคยในวงการความงามควรเตรียมตัวอย่างไรให้ปลอดภัยมากขึ้น สิ่งสำคัญคืออย่ามองว่าการฉีดฟิลเลอร์เป็นเพียงการเสริมสวยทั่วไป เพราะเป็นหัตถการที่เกี่ยวข้องกับสารฉีดและกายวิภาคของใบหน้าโดยตรง

  • เลือกแพทย์หรือผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาตและมีประสบการณ์ด้านหัตถการฉีด
  • ทำในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน ไม่ใช่สถานที่ที่ตรวจสอบไม่ได้
  • สอบถามชื่อผลิตภัณฑ์ รุ่น เลขทะเบียน และแหล่งที่มาของฟิลเลอร์
  • แจ้งประวัติโรคประจำตัว ยาที่ใช้ ประวัติแพ้ยา และหัตถการที่เคยทำ
  • ขอคำอธิบายเรื่องความเสี่ยง อาการผิดปกติ และวิธีติดต่อฉุกเฉินหลังทำ
  • หลีกเลี่ยงการซื้อฟิลเลอร์มาฉีดเอง หรือให้บุคคลที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญฉีดให้

สรุป ฟิลเลอร์ไม่ใช่เรื่องเล็ก แม้เป็นหัตถการยอดนิยม

การเสียชีวิตของ Kendal Ascher เป็นกรณีสะเทือนใจที่ทำให้เห็นว่า หัตถการเสริมความงามที่หลายคนคุ้นเคยยังมีความเสี่ยงที่ต้องรับรู้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการฉีดสารเข้าสู่ร่างกายและความเสี่ยงต่อหลอดเลือด

ฟิลเลอร์ไม่ได้เป็นอันตรายสำหรับทุกคน และไม่ได้หมายความว่าทุกการฉีดจะนำไปสู่ภาวะรุนแรง แต่ผู้ที่สนใจควรเลือกผู้ให้บริการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เข้าใจความแตกต่างระหว่างโบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ และรู้สัญญาณอันตรายหลังทำ เพราะความสวยที่ปลอดภัยต้องเริ่มจากข้อมูลที่ถูกต้องและการตัดสินใจอย่างรอบคอบ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล