5 ความเข้าใจผิด "ไข่เยี่ยวม้า" ถูกตีตราว่าอันตราย เคยติดอันดับ 1 อาหารน่ารังเกียจ

5 ความเข้าใจผิด "ไข่เยี่ยวม้า" ถูกตีตราว่าอันตราย เคยติดอันดับ 1 อาหารน่ารังเกียจ

5 ความเข้าใจผิด "ไข่เยี่ยวม้า" ถูกตีตราว่าอันตราย เคยติดอันดับ 1 อาหารน่ารังเกียจ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

5 ความเข้าใจผิดเรื่อง "ไข่เยี่ยวม้า" ถูกตีตราว่าอันตราย เคยติดอันดับ 1 อาหารน่ารังเกียจ 

พอกันทีกับคำว่าเยี่ยวม้า! เผยความจริงวัตถุดิบสีดำที่คนกลัว พร้อมข้อบังคับทางกฎหมาย และกลุ่มเสี่ยงที่แพทย์เตือนให้เลี่ยง

หากพูดถึงวัตถุดิบในวงการอาหารที่ "ถูกเข้าใจผิด" และโดนบูลลี่เรื่องรูปลักษณ์มากที่สุด คงหนีไม่พ้น "ไข่เยี่ยวม้า" เมนูสีดำคล้ำส่งกลิ่นฉุนเฉพาะตัวที่อยู่คู่โต๊ะอาหารเอเชียมานานนับพันปี ในความเป็นจริง วิทยาศาสตร์การอาหารยุคใหม่ได้พิสูจน์แล้วว่าไข่เยี่ยวม้าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

ย้อนรอยดราม่า: เมื่อ "ไข่เยี่ยวม้า" เป็นอาหารน่ารังเกียจอันดับ 1

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2001 เว็บไซต์ CNNGo ได้เผยแพร่รายงานจาก iReporter (ผู้สื่อข่าวพลเมือง) โดยเขียนวิจารณ์ไข่เยี่ยวม้าด้วยสำนวนเกินจริงว่า "รสชาติเหมือนกับบางสิ่งบางอย่างที่เคยเป็นไข่มาก่อน แต่ดันตัดสินใจทำเรื่องที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ในชีวิต" และยกให้มันเป็นอาหารน่ารังเกียจที่สุดในรายชื่อ

เรื่องนี้ทำให้ บริษัท หูเป่ย์ เสินตาน ฟู้ด (Hubei Shendan Food Company Ltd.) ยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมไข่ของจีน พร้อมด้วยพนักงานกว่า 3,000 คน ทนไม่ไหว ร่อนจดหมายประท้วงอย่างเป็นทางการไปยัง CNN ทันที โดยจามหน้าว่ารายงานชิ้นนี้ "ไร้หลักการทางวิทยาศาสตร์และเป็นการไม่ให้เกียรติวัฒนธรรม" 

จนในที่สุด แอนดรูว์ เดอมาร์เรีย (Andrew Demaria) บรรณาธิการบริหารของ CNNGo ต้องออกมาโพสต์แถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการลงบนหน้าแรกของเว็บไซต์ว่า "เราขออภัยอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อการล่วงเกินใดๆ ที่บทความนี้ได้ก่อให้เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ" 

5 ความเข้าใจผิดเรื่อง "ไข่เยี่ยวม้า"

1. เข้าใจผิดว่า: แช่ใน "เยี่ยว" ของม้าจริงๆ 

ความจริง: นี่คือเรื่องเข้าใจผิดคลาสสิกที่สุดและเป็นที่มาของชื่อภาษาไทย ในความเป็นจริง ไม่มีส่วนผสมของปัสสาวะม้าเลยแม้แต่หยดเดียว!

เหตุผลทางวิทยาศาสตร์: กระบวนการทำไข่เยี่ยวม้าคือการนำไข่เป็ดหรือไข่ไก่ไปพอกหรือแช่ในส่วนผสมที่มีฤทธิ์เป็น "ด่าง" เช่น ปูนขาว, เถ้าไม้, ใบชา, เกลือ, และโซเดียมคาร์บอเนต ความเป็นด่างนี้จะค่อยๆ ซึมผ่านรูพรุนของเปลือกไข่เข้าไปทำให้โปรตีนในไข่แข็งตัวกลายสภาพเป็นวุ้นสีน้ำตาลใส ส่วนกลิ่นฉุนคล้ายแอมโมเนียที่เกิดขึ้นนั้น เป็นปฏิกิริยาเคมีตามธรรมชาติในระหว่างการหมัก ไม่เกี่ยวข้องกับปัสสาวะสัตว์ใดๆ ทั้งสิ้น

ที่มาของชื่อไข่เยี่ยวม้านั้นก็คือ "เฮวี่ยเม่า" เป็นชื่อดั้งเดิมของไข่เยี่ยวม้าในภาษาจีน ซึ่งแปลว่า "ไข่ห่อขี้เถ้า" หรือ "ไข่ห่อดิน" เนื่องจากวิธีการทำไข่เยี่ยวม้าแบบดั้งเดิมนั้นจะนำไข่ไปห่อด้วยดินเหนียวหรือขี้เถ้า เพื่อให้เกิดการหมักและเปลี่ยนแปลงรสชาติ ซึ่งมาจากการเพี้ยนของคำ เมื่อคำว่า "เฮวี่ยเม่า" ถูกนำมาใช้ในภาษาไทย ก็เกิดการเพี้ยนของเสียง จนกลายมาเป็น "ไข่เยี่ยวม้า" ซึ่งฟังดูแปลกและน่าสนใจ จึงกลายเป็นชื่อที่ติดปากเรียกกันมาจนถึงทุกวันนี้

2. เข้าใจผิดว่า: กินแล้วจะสะสม "สารตะกั่ว" จนเป็นมะเร็ง 

ความจริง: ต้องยอมรับว่าในสูตรโบราณดั้งเดิม บางเจ้าจะใส่ ซิงค์ออกไซด์หรือสารประกอบของตะกั่ว เพื่อควบคุมความเป็นด่างให้คงที่ ทำให้ไข่เซ็ตตัวเร็วและเนื้อสวย ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการสะสมโลหะหนักในร่างกายจริง

ยุคปัจจุบัน: โรงงานอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปใช้ "เทคโนโลยีไร้สารตะกั่ว" โดยหันมาใช้สารที่ปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อร่างกายทดแทน เช่น ซิงค์ซัลเฟต (สังกะสี) หรือ คอปเปอร์ซัลเฟต (ทองแดง)

สำหรับประเทศไทย มีกฎหมายควบคุมชัดเจนตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 236 พ.ศ. 2544 เรื่องไข่เยี่ยวม้า ซึ่งกำหนดว่าไข่เยี่ยวม้าต้องไม่มีจุลินทรีย์ก่อโรค และ ตรวจพบสารตะกั่วได้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เท่านั้น ดังนั้น หากเลือกซื้อไข่เยี่ยวม้าที่มีแบรนด์น่าเชื่อถือและมีเครื่องหมาย อย. รับรอง ปริมาณตะกั่วจะต่ำมากจนใกล้เคียงศูนย์ กินได้อย่างปลอดภัย

3. เข้าใจผิดว่า: เปลือกไข่ที่มี "จุดดำเยอะๆ" คือไข่เสียหรืออันตราย 

ความจริง: เวลาคนเดินตลาดมักจะเลือกซื้อฟองที่เปลือกขาวเนียนเกลี้ยงเกลา เพราะคิดว่าฟองที่มีจุดดำๆ คือไข่สกปรกหรือมีสารพิษ แต่ความเป็นจริงตรงกันข้ามเลยครับ จุดดำบนเปลือกไข่คือตัวบอกว่าไข่ฟองนั้นมีคุณภาพดีและเก็บรักษาได้ยาวนาน!

เหตุผลทางวิทยาศาสตร์: จุดดำขนาดเล็กเหล่านี้เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างเกลือทองแดง อุณหภูมิ และปริมาณแคลเซียมออกไซด์ (CaO) ในน้ำหมัก ผลการวิจัยด้านอาหารพบว่า ไข่เยี่ยวม้าที่มีจุดดำเล็กๆ กระจายอยู่ มักจะมีปริมาณแบคทีเรียโดยรวมน้อยกว่า เนื้อไข่ข้างในแกะง่าย เนื้อแน่นเด้งสู้ฟัน และมีรสชาติดีกว่าฟองที่ผิวเนียนกริบ

ส่วนที่ไข่เยี่ยวม้ามีเปลือกเป็น สีชมพู เกิดจากการเคลือบสีผสมอาหาร (Food Grade) ลงบนเปลือกไข่ เพื่อความสวยงาม เป็นสัญลักษณ์ให้สังเกตเห็นได้ชัดเจน และแยกแยะได้ง่ายว่าเป็น "ไข่เยี่ยวม้า" ไม่ใช่ไข่สดทั่วไป

 

4. เข้าใจผิดว่า: ปอกเปลือกเสร็จแล้ว "กินดิบ" ได้ทันที 

ความจริง: คนไทยคุ้นเคยกับการปอกไข่เยี่ยวม้าแล้วหั่นใส่โจ๊ก ทำยำ หรือกินคู่กับขิงดองทันทีโดยไม่ผ่านความร้อนเพราะคิดว่ากระบวนการหมักทำให้มันสุกแล้ว พฤติกรรมนี้ เสี่ยงต่อการเกิดอาหารเป็นพิษอย่างมาก

เหตุผลทางวิทยาศาสตร์: แม้เนื้อไข่จะเซ็ตตัวเป็นวุ้นดูเหมือนสุก แต่กระบวนการหมักด้วยสารด่างไม่ได้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้งหมด โดยเฉพาะเชื้อ ซัลโมเนลลา (Salmonella) ที่อาจปนเปื้อนมาจากฟาร์มหรือกระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ทางการแพทย์จึงแนะนำว่า ก่อนรับประทานทุกครั้ง ควรนำไข่เยี่ยวม้าไปต้มหรือนึ่งให้ผ่านความร้อนซ้ำเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะหากปรุงอาหารให้กลุ่มเปราะบางทาน

5. เข้าใจผิดว่า: "สีดำ" ดูน่ากลัว สารอาหารต้องน้อยกว่าไข่ต้มแน่ๆ 

ความจริง: อย่าบูลลี่น้องจากสีผิวครับ! เห็นเนื้อสีดำคล้ำโปร่งแสงดูน่ากลัวแบบนี้ แต่ในแง่ของ คุณค่าทางโภชนาการ แทบไม่ต่างจากไข่สดทั่วไปเลย

เหตุผลทางวิทยาศาสตร์: ไข่เยี่ยวม้ายังคงเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง อุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญอย่าง แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, แร่เหล็ก และแมกนีเซียม แถมยังมีคุณสมบัติช่วยให้อิ่มท้องนาน จึงเหมาะมากสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักและเริ่มเบื่ออกไก่หรือไข่ต้มธรรมดา เพียงแต่มีข้อควรระวังคือ ตัวไข่เยี่ยวม้าจะมีปริมาณโซเดียมสูงกว่าไข่สดจากการหมัก เวลาเอาไปทำเมนูกะเพราหรือยำ จึงควรลดการเติมน้ำปลาหรือเกลือลง

ใครบ้างที่ควร "เลี่ยง" หรือกินไข่เยี่ยวม้าให้น้อยลง?

แม้คนทั่วไปจะกินได้อย่างปลอดภัย แต่เนื่องจากไข่เยี่ยวม้ามีปริมาณโซเดียมและความเป็นด่างสูงกว่าไข่ปกติ แพทย์จึงขอเตือนให้กลุ่มบุคคลต่อไปนี้ระมัดระวังเป็นพิเศษ:

กลุ่มบุคคล เหตุผลทางการแพทย์ที่ควรระวัง
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ไข่เยี่ยวม้ามีโซเดียมและโพแทสเซียมสูงมากจากกระบวนการถนอมอาหาร ทำให้ไตต้องทำงานหนักอย่างรุนแรงในการขับแร่ธาตุส่วนเกิน เสี่ยงต่ออาการตัวบวมและไตวายเฉียบพลัน
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง / โรคหัวใจ ปริมาณโซเดียมในไข่ขาวของไข่เยี่ยวม้าจะพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนหลังการแปรรูป การกินมากเกินไปจะทำให้ควบคุมความดันโลหิตได้ยาก และเพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ
หญิงตั้งครรภ์ และคุณแม่ให้นมบุตร สารเคมีบางส่วนจากกระบวนการหมัก รวมถึงความเสี่ยงจากเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน (กรณีทานดิบ) อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ หรือส่งผ่านทางน้ำนมได้
เด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 5 ขวบ) ระบบทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ เสี่ยงต่อการท้องเสียรุนแรงหากเจอเชื้อแบคทีเรีย และร่างกายเด็กจะไวต่อสารตกค้างหรือโลหะหนักมากกว่าผู้ใหญ่
ผู้สูงอายุ / ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากเกิดภาวะอาหารเป็นพิษจากการติดเชื้อแบคทีเรียซัลโมเนลลาในอาหารดิบ อาการจะลุกลาม รุนแรง และฟื้นตัวได้ช้ากว่าคนหนุ่มสาวทั่วไป
ผู้มีโรคกระเพาะอาหารรุนแรง ไข่เยี่ยวม้ามีความเป็นด่างค่อนข้างสูง หากทานตอนท้องว่างหรือทานมากเกินไป อาจเข้าไปรบกวนสมดุลกรดในกระเพาะ ทำให้เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด หรือปวดท้องได้

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล