อันตรายถึงชีวิต! หมอเตือน 5 ผลไม้ต้องห้าม ที่ห้ามกินร่วมกับ "ยาละลายลิ่มเลือด"

เตือนสายกินผลไม้! แพทย์ชี้กิน "มะม่วง" คู่ยาละลายลิ่มเลือด เสี่ยงตกเลือดรุนแรง พร้อมเปิดลิสต์อีก 4 ผลไม้ที่ควรเลี่ยง
ใครที่มีโรคประจำตัวและต้องทาน "ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" หรือยาละลายลิ่มเลือดเป็นประจำต้องฟังทางนี้
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือน การรับประทานผลไม้รสหวานชื่นใจอย่าง "มะม่วง" รวมถึงผลไม้อีก 4 ชนิด อาจทำให้เกิด "ปฏิกิริยาระหว่างยา" ส่งผลให้ตัวยาออกฤทธิ์ผิดเพี้ยน เสี่ยงต่อภาวะเลือดออกผิดปกติหรือทำให้ยาหมดฤทธิ์จนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ทำไม "ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" ถึงตีกับอาหาร?
นพ.หวง เจี้ยนหลง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเจิ้นซิง ไต้หวัน อธิบายว่า ยาวาร์ฟาริน (Warfarin) เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดดั้งเดิมที่ต้องผ่านกระบวนการเผาผลาญที่ตับจึงจะออกฤทธิ์ได้
ยาตัวนี้มักจะทำปฏิกิริยากับอาหารหลายชนิด เช่น ผักใบเขียว เห็ด และผลไม้อย่างมะม่วง โดยกลุ่มผู้ป่วยที่ยังจำเป็นต้องใช้ยานี้อยู่มักเป็นผู้ป่วยฟอกไต หรือผู้ที่ได้รับการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม
อย่างไรก็ตาม แพทย์ระบุว่าผลกระทบนั้นขึ้นอยู่กับ "ปริมาณ" เป็นหลัก หากรับประทานเพียงเล็กน้อยอาจไม่ส่งผลเสียมากนัก แต่หากรับประทานในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานาน จะเข้าไปรบกวนประสิทธิภาพของยาอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือดกลุ่มใหม่ๆ จะไม่ค่อยมีข้อควรระวังเรื่องอาหารมากเท่ายาวาร์ฟาริน
เปิดลิสต์ 5 ผลไม้ต้องห้าม หากกินยา "วาร์ฟาริน" (Warfarin)
- 1. มะม่วง: สารบางอย่างในมะม่วงจะไปยับยั้งการเผาผลาญของยาในร่างกาย ทำให้ตัวยาตกค้างและไปเพิ่มระดับการแข็งตัวของเลือดอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ "เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกรุนแรง" แพทย์แนะนำว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรจำกัดการกินมะม่วงให้อยู่ที่ไม่เกิน 1 ลูก หรือ 1 ชิ้นต่อวันเท่านั้น
- 2. เกรปฟรุต: ผลไม้ชนิดนี้มีสาร ฟูราโนคูมาริน ซึ่งมีฤทธิ์ไปล็อกการทำงานของเอนไซม์ในตับ ทำให้ร่างกายขับยาไม่ได้ ยาจึงออกฤทธิ์แรงขึ้นหลายเท่าตัว นำไปสู่วิกฤตการตกเลือดอย่างรุนแรง
- 3. กีวี: แม้จะอุดมไปด้วยประโยชน์ แต่กีวีมีวิตามินเคสูงมาก ซึ่งวิตามินเคคือ "ศัตรูตัวฉกาจ" ของยาวาร์ฟาริน หากกินในปริมาณมาก วิตามินเคจะไปต้านฤทธิ์ยา ทำให้ยาละลายลิ่มเลือดไม่ได้ผลและเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
- 4. แครนเบอร์รี: มีฤทธิ์ไปเสริมการทำงานของยาวาร์ฟารินอย่างเงียบๆ ทำให้ยาออกฤทธิ์แรงเกินความจำเป็น เสี่ยงต่อการเกิดจ้ำเลือดใต้ผิวหนังและภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร
- 5. อะโวคาโด: อุดมไปด้วยวิตามินเคและไขมันสูง ซึ่งไขมันจะไปรบกวนการดูดซึมยาในลำไส้ หรือไปเร่งการเผาผลาญยาให้หมดฤทธิ์เร็วขึ้น ทำให้ระดับยาในเลือดลดลงและประสิทธิภาพในการรักษาไม่ได้ตามเป้าหมาย
iStockphoto
สังเกตอาการด่วน! สัญญาณเตือน "เลือดออกผิดปกติ" ในร่างกาย
นพ.หวง เจี้ยนหลง ทิ้งท้ายด้วยการเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยที่ทานยาวาร์ฟารินว่า หากในระหว่างการรักษาพบสัญญาณเตือนหรืออาการผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจหาค่าการแข็งตัวของเลือดทันที
- มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟัน จ้ำเลือดจนาดใหญ่ตามตัว
- สีของปัสสาวะหรืออุจจาระเปลี่ยนไป เช่น อุจจาระเป็นสีดำเหมือนยางมะตอย หรือปัสสาวะมีสีแดง/น้ำตาลคล้ายมีเลือดปน
- มีอาการปวดตามร่างกาย พนักพิง หรือปวดท้องรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี