60 ปีขึ้นไปต้องระวัง! หมอเตือน "7 กับดักผลไม้" ทำขาอ่อนแรง-น้ำตาลพุ่งกระฉูด

60 ปีขึ้นไปต้องระวัง! หมอเตือน "7 กับดักผลไม้" ทำขาอ่อนแรง-น้ำตาลพุ่งกระฉูด

60 ปีขึ้นไปต้องระวัง! หมอเตือน "7 กับดักผลไม้" ทำขาอ่อนแรง-น้ำตาลพุ่งกระฉูด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

60 ปีขึ้นไปกินผลไม้ต้องระวัง หมอเตือน "7 กับดักผลไม้" เสี่ยงขาอ่อนแรง-น้ำตาลพุ่งกระฉูด

อาการเดินขึ้นบันไดแล้วจู่ๆ ต้นขาไม่มีแรง หรือลุกจากเก้าอี้ได้ช้าลง เป็นเรื่องที่ผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไปพบบ่อยมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่มักทึกทักเอาเองว่าเกิดจากข้อเข่าเสื่อมหรือสังขารที่ร่วงโรยตามวัย

ทว่า นพ.หวังจวิ้นผิง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู จากไต้หวัน ได้ออกมาเตือนให้ระวัง "ฆาตกรเงียบ" ที่คาดไม่ถึง นั่นคือ "พฤติกรรมการกินผลไม้" หากเลือกชนิด ผิดเวลา หรือกินในปริมาณที่มากเกินไป จะส่งผลให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ขัดขวางการซ่อมแซมของกล้ามเนื้อ และทำให้ขาค่อยๆ อ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนเสี่ยงต่อการหกล้ม ซึ่งเป็นอันตรายรุนแรงในผู้สูงอายุ

ยิ่งอายุมาก การจัดการน้ำตาลยิ่งพัง กลไกผลไม้ทำร้ายกล้ามเนื้อขา

นพ.หวังจวิ้นผิง อธิบายว่า เมื่อเข้าสู่วัย 60 ปี ความสามารถในการจัดการน้ำตาลของร่างกายจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด การกินผลไม้รสหวานจัดจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงและผันผวนอย่างรุนแรง การที่น้ำตาลในเลือดสูงบ่อยครั้งจะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง

ซึ่งภาวะนี้จะเข้าไปขัดขวางกระบวนการซ่อมแซมเซลล์กล้ามเนื้อ ทำให้มวลกล้ามเนื้อลดลง ขาดความมั่นคงในการเดิน และส่งผลให้ความสามารถในการทรงตัวลดลงในที่สุด

เปิดโปง "7 กับดักผลไม้" ขวัญใจผู้สูงอายุ แต่แฝงอันตรายต่อสุขภาพ

เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุเท่าทันอาหารในชีวิตประจำวัน คุณหมอหวังได้รวบรวม 7 เมนูผลไม้ที่มักสร้างปัญหาให้กับระบบน้ำตาลและกล้ามเนื้อ ดังนี้:

  • 1. กล้วยสุกจัด: ผู้สูงอายุชอบทานเพราะเนื้อนิ่ม เคี้ยวง่าย มีจุดสีน้ำตาล แต่ยิ่งกล้วยงอมมาก ปริมาณน้ำตาลก็ยิ่งสูงมาก ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงฉับพลัน ขัดขวางการฟื้นฟูกล้ามเนื้อและทำให้รู้สึกเพลียกว่าเดิม แนะนำให้เลือกกล้วยที่ปลายยังมีสีเขียวระเรื่ออยู่บ้าง
  • 2. องุ่น: เป็นผลไม้ทานง่ายไม่ต้องปอกเปลือก ทำให้มักทานเพลินตอนดูโทรทัศน์จนหมดชาม การได้รับน้ำตาลปริมาณมากในคราวเดียวจะส่งผลเสียต่อความยืดหยุ่นของข้อต่อ เส้นเอ็น และพังผืด แนะนำให้ล้างใส่ถ้วยเล็กๆ จำกัดปริมาณต่อครั้ง
  • 3. มะม่วงสุก: มีรสหวานฉ่ำ เนื้อนุ่มยากจะปฏิเสธ แต่หากทานทีละเป็นลูก ระดับน้ำตาลที่เหวี่ยงขึ้นลงอย่างรวดเร็วจะทำให้การซ่อมแซมกล้ามเนื้อสะดุด และทำให้รู้สึกง่วงนอน อ่อนเปลี้ยในช่วงบ่าย แนะนำให้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และทานปริมาณน้อยหลังมื้ออาหาร
  • 4. สับปะรดกระป๋อง: แม้สับปะรดสดจะมีเอนไซม์ที่ดี แต่สับปะรดกระป๋องมักแช่ในน้ำเชื่อมเข้มข้น เนื้อผลไม้จึงดูดซับน้ำตาลไว้เต็มเปี่ยม ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีอาการข้อบวม กรดยูริกสูง หรือระบบเผาผลาญไม่คงที่
  • 5. ผลไม้อบแห้ง: เช่น ลูกเกด แครนเบอร์รี่อบแห้ง แม้จะดูเหมือนอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ความจริงมันคือน้ำตาลเข้มข้น เนื่องจากผ่านการรีดน้ำออกทำให้ปริมาณหดลด ขัดความรู้สึกอิ่ม ทำให้หยิบกินกำมือใหญ่ได้เรื่อยๆ ร่างกายจึงได้รับน้ำตาลมหาศาลโดยไม่รู้ตัว
  • 6. เชอร์รี่เชื่อม: เชอร์รี่สีแดงสดที่มักแต่งหน้าขนมเค้ก ผ่านการย้อมสีและแช่อิ่มในน้ำเชื่อมข้นหนืด คุณหมอระบุว่า "สิ่งนี้จัดเป็นลูกกวาดมากกว่าผลไม้" หากอยากทานแนะนำให้เลือกเชอร์รี่สดหรือเชอร์รี่แช่แข็งชนิดไม่เติมน้ำตาลแทน
  • 7. น้ำผลไม้: การดื่มน้ำผลไม้คั้นจะทำให้ร่างกายสูญเสียกากใยธรรมชาติที่ช่วยสร้างความอิ่ม ร่างกายจะดูดซึมน้ำตาลเหลวเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่นาที ส่งผลให้น้ำตาลพุ่งกระฉูดทันที

iStockphoto

3 หลักการกินผลไม้วัย 60+ พร้อม "วิธีเช็กพลังกล้ามเนื้อขา" ด้วยตัวเอง

คุณหมอเน้นย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องกลัวหรือเลิกทานผลไม้ แต่ควรปฏิบัติตาม 3 หลักการหลัก คือ "เลือกรูปแบบที่เป็นผลไม้สดตามธรรมชาติ ควบคุมปริมาณ และจับคู่ให้เป็น" โดยเวลาทานผลไม้ ควรทานคู่กับโปรตีนหรือไขมันดี เช่น ไข่ต้ม โยเกิร์ตรสธรรมชาติ สูตรไม่เติมน้ำตาล หรือถั่วเปลือกแข็งสักเล็กน้อย เพื่อช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลให้ราบเรียบยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ คุณหมอยังได้แจกสูตรทดสอบ "ความแข็งแรงของขาและกล้ามเนื้อสะโพก" อย่างง่าย ดังนี้:

หาเก้าอี้ที่มั่นคงแข็งแรง นั่งลงตั้งขาให้มั่นคง นำมือทั้งสองข้างไขว้ประสานไว้ที่หน้าอก จากนั้นให้ลุกขึ้นยืนตรงแล้วค่อยๆ นั่งลงตามเดิม ทำต่อเนื่องทั้งหมด 10 ครั้ง หากทำถึงครั้งที่ 5 แล้วเริ่มรู้สึกว่าต้นขาล้า เข่าสั่นสั่นส่าย หรือตัวเริ่มถลาพุ่งไปข้างหน้า นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า และกล้ามเนื้อสะโพกของคุณเริ่มอ่อนแอและต้องการการฝึกฝนแล้ว

"ขาของหลายๆ คน ไม่ได้เสื่อมสภาพตามอายุขัยจริงๆ หรอกครับ" นพ.หวังจวิ้นผิง ทิ้งท้ายว่า ขาของผู้สูงอายุเพียงแค่ถูกทำร้ายด้วยภาวะน้ำตาลเหวี่ยง การอักเสบ และภาวะกล้ามเนื้อสลายตัวทีละเล็กทีละน้อย การลดการดื่มน้ำตาลเหลว เลี่ยงผลไม้แปรรูป ปรับเปลี่ยนวิธีการกิน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบแรงต้านที่เหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการรักษาพลังและความสามารถในการก้าวเดินหลังวัย 60 ปีอย่างมั่นคง

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล