อดีตซีอีโอวางแผนแก้แค้นเมีย 30 ปี ทำตัวเป็น "ผัวเชื่องๆ" เขียนพินัยกรรมตลบหลัง

ซีอีโอวางแผนเมีย 30 ปี ทำตัวเป็น "ผัวเชื่องๆ" เขียนพินัยกรรมตลบหลัง ฮุบสมบัติ ไล่เมียออกจาบ้าน แก้แค้นแบบนอนตายตาหลับ
เบื้องหน้าเขาคือคุณพ่อวัยเกษียณผู้ล่วงลับที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายด้วยเงินบำนาญเดือนละ 44,000 บาท พร้อมทิ้งมรดกไว้ราว 40 ล้านบาท ในตอนแรกลูกชายคิดว่านี่คงเป็นเพียงการจัดสรรทรัพย์สินตามปกติทั่วไป ทว่าเมื่อพินัยกรรมถูกเปิดออก มันกลับกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ที่ทำเอาเขาช็อกจนตาค้าง
เพราะผู้เป็นพ่อไม่เพียงแต่ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ลูกชายคนเดียวแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ยังคว่ำกระดาน ตัดชื่อ "ภรรยา" ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายสิบปีออกจากกองมรดกอย่างไร้เยื่อใย และเมื่อข้อความในบันทึกแนบท้ายถูกอ่านออกเสียง ความจริงอันดำมืดเกี่ยวกับรอยร้าวในชีวิตคู่ และแผนการล้างแค้นที่ใช้เวลาบ่มเพาะยาวนานกว่า 30 ปีก็ถูกเปิดโปง
ครอบครัวที่มีเบื้องหน้าสวยหรู
ตามรายงานจากสื่อการเงินของญี่ปุ่น "มาซาโอมิ" (นามสมมุติ) ชายวัย 51 ปี เพิ่งเสร็จสิ้นพิธีไว้อาลัย "มาซามิตสึ" (นามสมมุติ) ผู้เป็นพ่อที่เสียชีวิตกะทันหันจากภาวะหัวใจล้มเหลวในวัย 75 ปี ในอดีต มาซามิตสึคือนักธุรกิจโปรไฟล์ดี ประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังในท้องถิ่น ครอบครองทั้งหุ้น บัญชีเงินฝาก และอสังหาริมทรัพย์รวมมูลค่ากว่า 200 ล้านเยน
ขณะที่ผู้เป็นแม่ซี่งมีชื่อว่า "รินโกะ" (นามสมมุติ) ก็เป็นถึงลูกสาวตระกูลเศรษฐีที่ดินรายใหญ่ ที่ผ่านมามาซาโอมิจึงปักใจเชื่อมาตลอดว่า พ่อแม่ของเขารักใคร่กลมเกลียว และครอบครัวอันมั่งคั่งนี้ช่างสมบูรณ์แบบ โดยที่เขาไม่เคยระแคะระคายถึงคลื่นใต้น้ำเลยแม้แต่น้อย
พินัยกรรมแฉเมีย
จุดเปลี่ยนของเรื่องราวเกิดขึ้นในวันทำบุญครบรอบ 49 วันหลังการจากไป เมื่อตระกูลมารวมตัวกันที่สำนักงานกฎหมายเพื่อเปิดพินัยกรรมฝ่ายเมืองที่มาซามิตสึทำไว้ก่อนตาย ข้อความในนั้นระบุชัดเจนจนบรรยากาศในห้องเย็นเยียบ:
"หุ้นทั้งหมด อสังหาริมทรัพย์ทุกชิ้น และเงินฝากทุกบัญชีมูลค่า 200 ล้านเยน ให้ตกเป็นของ มาซาโอมิ ลูกชายคนโตแต่เพียงผู้เดียว นางรินโกะ (ภรรยา) จะไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินใด ๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งสิทธิ์ในการอยู่อาศัยในบ้านหลังปัจจุบันก็ถูกริบคืน"
คำสั่งนี้ทำให้สองแม่ลูกช็อกจนพูดไม่ออก พวกเขาไม่เข้าใจว่าชายผู้ล่วงลับไปแล้วเหตุใดจึงทิ้งความใจร้ายระดับนี้ไว้เบื้องหลัง
บันทึกทวงแค้น 30 ปี
ทว่า สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือ "จดหมายเหตุลายมือ" ที่แนบอยู่ท้ายพินัยกรรม มาซามิตสึแฉความจริงที่เขาเหยียบยับไว้ในใจว่า เมื่อ 30 ปีก่อน รินโกะแอบคบชู้กับชายอื่น และยังมีพฤติกรรมยักยอกเงินกงสีของบริษัทไปปรนเปรอชู้รัก ซึ่งหลักฐานทุกอย่าง ทั้งใบเสร็จรับเงิน ภาพถ่ายชู้สาว และเส้นทางการเงิน เขาแอบรวบรวมและซ่อนมันไว้อย่างมิดชิดตลอดสามทศวรรษ
มาซามิตสึระบุว่า เหตุผลที่เขาไม่ฟ้องหย่าในวันนั้น ไม่ใช่เพราะความเมตตาหรือการให้อภัย แต่เป็นเพราะตอนนั้นเขาเริ่มสร้างตัวในฐานะ "ลูกเขยแต่งเข้าบ้าน" (Mukoyōshi) หากเลือกหักพร้าด้วยเข่า เขาจะสูญเสียทั้งอนาคตและรากฐานทางธุรกิจ อีกทั้งยังไม่มีกำลังพอจะไปงัดข้อกับตระกูลฝั่งเมียที่มีอิทธิพลล้นฟ้าในเวลานั้นได้
เขาจึงเลือกวิธี "กลืนเลือดแล้วแฝงตัว" สวมหน้ากากเป็นสามีผู้ยอมสยบและรักครอบครัวต่อหน้าสังคม แต่เบื้องหลังตลอด 30 ปี มาซามิตสึใช้ชั้นเชิงทางธุรกิจ การวางแผนภาษี และการปรับโครงสร้างสินทรัพย์ ค่อย ๆ ถ่ายโอนที่ดินและหุ้นในชื่อของภรรยา รวมถึงมรดกของตระกูลฝั่งภรรยา เข้ามาควบรวมไว้ในบริษัทที่เขาถือสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อผู้ใหญ่ฝั่งภรรยาทั้งหมดทยอยเสียชีวิตลง ทรัพย์สินเหล่านั้นก็เปลี่ยนมือมาอยู่ในอาณาจักรของเขาโดยสมบูรณ์ มาซามิตสึสารภาพตรง ๆ ในพินัยกรรมว่า เป้าหมายเดียวในชีวิตของเขาหลังจากรู้ว่าถูกหักหลัง คือการทำทุกวิถีทางไม่ให้ทรัพย์สินแม้แต่เยนเดียวตกกลับไปอยู่ในมือของเมีย แต่ต้องส่งต่อให้ลูกชายแต่เพียงผู้เดียว

บทสรุปของเกมล้างแค้นอันยาวนาน
เมื่อความจริงกระจ่าง รินโกะถึงกับทรุด แม้แรกเริ่มจะรับไม่ได้ แต่เธอก็ฉลาดพอจะรู้ว่าหากคิดจะสู้คดีเพื่อแย่งมรดก หลักฐานเรื่องการมีชู้และการยักยอกเงินในอดีตจะถูกลากออกมาประจานต่อหน้าศาล ซึ่งจะทำลายชื่อเสียงและจุดยืนในสังคมของเธอจนป่นปี้
หลังจากคำนวณได้เสีย รินโกะจึงตัดสินใจยอมแพ้และถอยทัพ โดยขอใช้สิทธิ์เรียกคืนเฉพาะ ส่วนแบ่งมรดกขั้นต่ำที่กฎหมายคุ้มครอง เท่านั้น เพื่อให้เรื่องคาวฉาวโฉ่นี้จบลงอย่างเงียบที่สุด
เมื่อเงินบำนาญของพ่อสิ้นสุดลง สิทธิ์การบริหารและทรัพย์สินทั้งหมดถูกเปลี่ยนมือมาเป็นของลูกชายอย่างถูกต้อง สงครามประสาทในชีวิตคู่ที่ยาวนานถึง 30 ปีจึงปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์
ความรู้สึกของลูกชาย
เมื่อมองย้อนกลับไป มาซาโอมิยอมรับว่าเขารู้สึกหวาดกลัวจนจับขั้วหัวใจ สิ่งที่ทำให้เขาใจสั่นไม่ใช่ตัวเลขมรดกมหาศาล แต่เป็นความจริงที่ว่า พ่อของเขาเดินทางสายดาร์ก แอบเก็บงำความแค้นปางตายเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มอันอบอุ่น ยอมเล่นบทสามีผู้เชื่องข้ออยู่ข้างกายผู้หญิงที่หักหลังเขาถึง 30 ปี เพื่อรอเวลาปิดบัญชีแค้นในวันทื่ตัวเองสิ้นลม
"พอจินตนาการว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา พ่อต้องตื่นมาเจอหน้าแม่ด้วยความรู้สึกแบบไหน... ทุกวันนี้ผมยังรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกสันหลังอยู่เลยครับ" มาซาโอมิกล่าวทิ้งท้าย
คดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องเล่าสะเทือนขวัญในครอบครัว แต่ยังกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมญี่ปุ่นนำมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ถึงความน่ากลัวของพินัยกรรม ข้อกฎหมายการสืบทอดมรดก และภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำว่า "สถาบันครอบครัว"
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี