
ชายชราไม่กล้าซื้อขนมปัง 20 บาท ทั้งที่มีเงินเก็บ 8 ล้าน เผยสาเหตุสะเทือนใจ
หลายคนยอมตรากตรำทำงานหนักเพื่อเตรียมสินทรัพย์ให้เพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ โดยหวังว่าในวัยชราจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและไร้กังวล แต่ในความเป็นจริง เมื่อก้าวเข้าสู่สู่วัยสูงอายุอย่างเต็มตัว การต้องควักเงินจ่ายเพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย กลับสร้างความวิตกกังวลใจให้ข้าราชการบำนาญชาวญี่ปุ่นวัย 75 ปีรายหนึ่งอย่างน่าเหลือเชื่อ
ชายชรารายนี้มีเงินฝากในบัญชีสูงถึง 40 ล้านเยน (ประมาณ 8.6 ล้านบาท) และยังได้รับเงินบำนาญรายเดือนอีกเดือนละ 20,000 เยน (ประมาณ 43,000 บาท) ซึ่งตามหลักการแล้ว เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเงิน ทว่า เขากลับไปยืนลังเลอยู่หน้าชั้นวางของในซูเปอร์มาร์เก็ต เพียงเพื่อจะซื้อขนมปังราคา 100 เยน (ประมาณ 21 บาท) ซ้ำร้ายนิ้วมือของเขายังแอบสั่นเทาด้วยความเครียด
สื่อญี่ปุ่น THE GOLD ONLINE ได้หยิบยกเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงนี้มาตีแผ่ เพื่อชี้ให้เห็นว่า เมื่อ "เงินเก็บ" กลายเป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงความรู้สึกปลอดภัยในชีวิต บั้นปลายหลังเกษียณก็อาจกลายเป็นความทุกข์ระทมที่กดดันตัวเองยิ่งกว่าเดิม
มีเงินหลักสิบล้าน แต่ใจพังเพราะขนมปังชิ้นเดียว
รายงานระบุว่า คุณคาโต้ (นามสมมุติ) วัย 75 ปี ได้สูญเสียภรรยาไปเมื่อ 3 ปีก่อน ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่เพียงลำพังในแถบชานเมืองของจังหวัดชิบะ ก่อนเกษียณอายุเขาได้ผ่อนชำระค่าบ้านจนหมดสิ้น และยังใช้เงินสดรีโนเวทบ้านใหม่เรียบร้อย โดยไม่เคยแตะต้องเงินเก็บก้อนใหญ่จำนวน 40 ล้านเยนเลยแม้แต่น้อย ทว่า แม้จะมีสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่เต็มกระเป๋า แต่ชีวิตหลังเกษียณของเขากลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

ชายชราไม่กล้าซื้อขนมปัง 20 บาท ทั้งที่มีเงินเก็บในบัญชีมากกว่า 8 ล้าน เผยสาเหตุสะเทือนใจ ไม่ใช่ไม่มีเงิน
ในชีวิตประจำวัน คาโต้ใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์ขั้นสุด อาหารบนโต๊ะส่วนใหญ่เป็นเมนูง่ายๆ ที่ปรุงขึ้นจากวัตถุดิบลดราคา และทุกครั้งที่เขาเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต เขามักจะถามตัวเองซ้ำๆ ว่า "ของชิ้นนี้มันจำเป็นจริงๆ หรือเปล่า?" มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขายืนนิ่งอยู่หน้าตู้แช่ขนมปัง หยิบขนมปังราคา 100 เยนขึ้นมา แล้วก็ค่อยๆ วางกลับคืนบนชั้นอย่างเงียบๆ เขายืนลังเลเดินเข้าเดินออกอยู่อย่างนั้น จนสังเกตเห็นได้ชัดว่านิ้วมือของเขาเริ่มสั่นเทาด้วยความวิตกกังวล
คาโต้สารภาพความในใจว่า:
"ไม่ใช่ว่าผมไม่มีเงินนะ แต่ทุกครั้งที่ผมใช้เงินออกไป ผมจะรู้สึกทันทีว่าสินทรัพย์ของผมกำลังลดลง"
เขากล่าวต่อว่า พอคิดถึงอนาคตที่อาจต้องจ่ายค่าบ้านพักคนชราในราคาสูงลิ่ว หรือจู่ๆ อาจต้องเผชิญกับค่ารักษาพยาบาลก้อนโต ความเครียดก็พุ่งคลาดทันที "แค่จ่ายเงินออกไป 1,000 เยน เงินเก็บก็หายไป 1,000 เยนแล้ว ความรู้สึกที่เห็นตัวเลขในบัญชีมันลดดิ่งลงเรื่อยๆ มันเป็นอะไรที่น่ากลัวมากจริงๆ"
ความกลัว "เงินลด" กัดกินชีวิตและตัดขาดจากสังคม
ความกลัวว่าสินทรัพย์จะหดหาย เริ่มลุกลามจนทำลายชีวิตทางสังคมของเขา เมื่อเพื่อนฝูงเอ่ยปากชวนไปทานข้าว เขามักจะปฏิเสธอยู่เสมอเพราะมองว่าเงินไม่กี่พันเยนนั้นเป็นเรื่อง "สิ้นเปลือง"
กิจวัตรประจำวันเพียงอย่างเดียวที่ช่วยเยียวยาจิตใจและสร้างความมั่นใจให้เขาได้ในทุกๆ สัปดาห์ คือการเดินไปธนาคารเพื่อปรับสมุดบัญชี ตรวจเช็กเงินบำนาญที่โอนเข้า และยืนยันว่าตัวเลขเงินฝากไม่ได้ลดน้อยถอยลงไป พิธีกรรมนี้กลายเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย ทว่า ในขณะที่เขาพยายามปกป้องเงินเก็บสุดชีวิต ระยะห่างระหว่างเขากับโลกภายนอกก็ค่อยๆ ห่างเหินออกไปทุกที
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: ปัญหาใหญ่ของสังคมสูงวัย
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า แม้บุคคลนั้นจะมีสินทรัพย์หลังเกษียณสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป แต่ "ความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจ" ก็สามารถขยายความวิตกกังวลให้ยิ่งใหญ่เกินจริงได้ โดยเฉพาะในกรณีที่สูญเสียคู่ชีวิตและขาดการสนับสนุนจากครอบครัว เงินทองจึงถูกมองว่าเป็น "ปราการด่านสุดท้าย" ของชีวิต และทันทีที่เริ่มดึงเงินเก็บมาใช้ สมองจะตีความทันทีว่า "ความเสี่ยงและอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา"
เรื่องราวของคุณคาโต้ไม่ใช่เคสเดียว แต่เป็นภาพสะท้อนของประชากรผู้สูงอายุจำนวนมากในสังคมสูงวัย (Aged Society) เมื่อเป้าหมายสูงสุดในชีวิตเกษียณกลายเป็นการ "กอดเงินเก็บไว้ให้แน่นที่สุด" ช่วงเวลาที่ควรจะได้เพลิดเพลินกับความสุขในบั้นปลายชีวิตกลับถูกบีบคั้นให้หดหู่ลงโดยไม่รู้ตัว จนแม้กระทั่งขนมปังก้อนละ 100 เยน ก็กลายเป็นกำแพงจิตวิทยาที่ยากจะก้าวข้ามไปได้ในที่สุด
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :mirrormedia.mg