ลูกได้ใคร?! นักวิทย์ฯ เผย 3 สิ่งที่มนุษย์ "สืบทอดจากแม่" มากที่สุด ไม่ใช่แค่สมอง-ภูมิคุ้มกัน

ลูกได้ใคร?! นักวิทย์ฯ เผย 3 สิ่งที่มนุษย์ "สืบทอดจากแม่" มากที่สุด ไม่ใช่แค่สมอง-ภูมิคุ้มกัน

ลูกได้ใคร?! นักวิทย์ฯ เผย 3 สิ่งที่มนุษย์ "สืบทอดจากแม่" มากที่สุด ไม่ใช่แค่สมอง-ภูมิคุ้มกัน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิดความลับทางพันธุกรรม ไขข้อสงสัย... ตัวเราได้ยีนเด่นอะไรมาจากแม่บ้าง?

ไม่ใช่แค่ความรัก! เปิดผลวิจัยล่าสุดฉบับปี 2025-2026 เผยสิ่งที่ลูกดีเอ็นเอตรงจาก 'แม่' ทั้งสมอง ระบบเผาผลาญ และภูมิคุ้มกัน

การถกเถียงว่าลูกได้รับการถ่ายทอดลักษณะต่างๆ จากพ่อหรือแม่มากกว่ากัน เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมาโดยตลอด ล่าสุดผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในช่วงปี 2025-2026 ได้ค้นพบข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรา ได้รับ มาจากมารดา ซึ่งทำให้เห็นว่ามนุษย์เราได้รับอิทธิพลทางพันธุกรรมและเซลล์พิเศษจากแม่ในระดับที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

1. สติปัญญาและความสามารถทางสมอง: ของขวัญล้ำค่าจากแม่

ประเด็นเรื่องความฉลาดและกระบวนการรับรู้ของลูกที่เชื่อมโยงกับแม่ มีการพูดถึงมานานหลายปี แต่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบหลักฐานที่ชัดเจนจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2025 ระบุว่า ยีนที่มีความเกี่ยวข้องอย่างรุนแรงกับระดับสติปัญญา (IQ) นั้นตั้งอยู่บน โครโมโซม X ซึ่งผู้หญิงมีถึงสองแท่ง (XX) ในขณะที่ผู้ชายมีเพียงแท่งเดียว (XY)

นอกจากนี้ ยีนฝังประทับ (Imprinted Genes) ที่มาจากฝ่ายมารดา ยังมีความตื่นตัวและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษในส่วนของเปลือกสมองใหญ่ (Cerebral Cortex) ซึ่งเป็นพื้นที่สมองส่วนหลักที่ทำหน้าที่ควบคุมความคิด การวิเคราะห์ และการแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม สติปัญญาไม่ได้เป็นผลลัพธ์จากยีนของแม่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมด้วยยีนหลายคู่ (Polygenic Trait) ซึ่งได้รับอิทธิพลร่วมกันทั้งจากยีนของพ่อและแม่ รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างสภาพแวดล้อม อาหารการกิน และการศึกษา

2. ระบบเผาผลาญและรูปร่าง: การขับเคี่ยวทางพันธุกรรม

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ลูกสืบทอดมาจากแม่คือ ระบบเมตาบอลิซึม หรือกระบวนการเผาผลาญพลังงาน ผลการศึกษาล่าสุดยืนยันว่า ยีนของแม่มีบทบาทหลักในการกำหนดพฤติกรรมการสะสมไขมันและการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย รวมถึงทำหน้าที่ควบคุมประสิทธิภาพของ "ไขมันสีน้ำตาล" (Brown Adipose Tissue) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมและอายุที่ยืนยาว

แต่กระบวนการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกายไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น เนื่องจากเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "เกมชิงผลประโยชน์ทางพันธุกรรม" ระหว่างยีนของพ่อและยีนของแม่ โดยยีนที่ได้รับจากแม่มักจะทำหน้าที่เร่งกระบวนการเผาผลาญให้ทำงานเร็วขึ้น ในขณะที่ยีนจากพ่อมักจะพยายามปรับให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลงเพื่อกักเก็บพลังงาน

3. ระบบภูมิคุ้มกันและการซ่อมแซมร่างกาย: เซลล์พิเศษที่อยู่ติดตัวไปตลอดชีวิต

การค้นพบครั้งสำคัญในปี 2025 ชี้ให้เห็นว่า แม่ไม่ได้ส่งต่อเพียงแค่สารพันธุกรรม (DNA) ให้แก่ลูกเท่านั้น แต่ยังส่งมอบเซลล์พิเศษชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ไมโครคิเมอริกเซลล์" (Microchimeric Cells) ให้ด้วย

เซลล์พิเศษเหล่านี้จะเดินทางผ่านรกในระหว่างการตั้งครรภ์ เข้าไปอาศัยและฝังตัวอยู่ในร่างกายของลูก ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยสนับสนุนและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลูกไปตลอดชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น เซลล์ไมโครคิเมอริกยังมีคุณสมบัติคล้ายกับเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cells) ที่สามารถแปรสภาพไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นๆ เพื่อช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูร่างกายของลูกหลังจากได้รับบาดเจ็บได้อีกด้วย

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่แม่มอบให้แก่ลูกนั้นมีค่ามากกว่าความรักและการดูแลเอาใจใส่ เพราะรหัสพันธุกรรมและเซลล์พิเศษจากแม่ คือสิ่งสำคัญที่ร่วมวางรากฐานทั้งเรื่องระดับสติปัญญา ระบบเผาผลาญ ความแข็งแรงของภูมิคุ้มกัน และความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล