ชายกินกล้วยวันละ 3-4 ผล ทุกวัน สุดท้ายหวิดดับ หมอเผยสาเหตุ ชี้คนกลุ่มไหนต้องระวัง

ชายกินกล้วยวันละ 3-4 ผล ทุกวัน สุดท้ายเกือบเสียชีวิต เสี่ยงโพแทสเซียมสูงหมอเตือนบางกลุ่มต้องระวัง
กล้วยเป็นผลไม้ที่หลายคนมองว่าดีต่อสุขภาพ กินง่าย อิ่มท้อง และมีโพแทสเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และการเต้นของหัวใจ แต่กรณีชายวัย 73 ปีในจีนที่ป่วยหนักหลังพยายามกินกล้วยวันละ 3-4 ผลเพื่อ “เสริมโพแทสเซียม” กำลังเป็นอีกหนึ่งบทเรียนว่า อาหารที่ดี หากกินผิดบริบทก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงได้
ข้อมูลจาก Mayo Clinic ระบุว่า ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง หรือ Hyperkalemia มักเกี่ยวข้องกับการทำงานของไต เพราะไตมีหน้าที่ช่วยควบคุมระดับโพแทสเซียมในร่างกาย ขณะที่ Cleveland Clinic ระบุว่า ภาวะนี้อาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก และในบางรายอาจกระทบจังหวะการเต้นของหัวใจได้

ชายวัย 73 ปีกินกล้วยทุกวัน หวังแก้อ่อนเพลีย
สื่อจีนรายงานว่า นายจาง ชายวัย 73 ปี จากเมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน มีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูงมาหลายปี ช่วงก่อนเกิดเหตุเขามักรู้สึกเหนื่อยล้า แขนขาอ่อนแรง และคิดว่าตัวเองอาจขาดโพแทสเซียม
แทนที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เขาเลือกเสริมโพแทสเซียมด้วยอาหาร หลังได้ยินว่ากล้วยมีโพแทสเซียมสูง จึงกินกล้วยวันละ 3-4 ผลต่อเนื่องประมาณครึ่งเดือน หวังให้อาการอ่อนเพลียดีขึ้น
แต่สุขภาพของเขาไม่ได้ดีขึ้นตามที่คาด กลับยิ่งอ่อนเพลียและหมดแรงมากขึ้น ครอบครัวจึงรีบพาไปห้องฉุกเฉิน ก่อนพบว่าปัญหาไม่ได้มาจากการขาดโพแทสเซียม แต่เป็นระดับโพแทสเซียมในเลือดที่สูงเกินไป
โพแทสเซียมสูงเกินไป อาจกระทบการเต้นของหัวใจ
ผลตรวจพบว่า ระดับโพแทสเซียมในเลือดของนายจางสูงถึง 7.94 มิลลิโมลต่อลิตร สูงกว่าช่วงอ้างอิงทั่วไปที่มักอยู่ประมาณ 3.5-5.5 มิลลิโมลต่อลิตร แพทย์จึงวินิจฉัยว่าเขามีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงรุนแรง ซึ่งเป็นภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่หากสูงเกินไปอาจรบกวนการนำไฟฟ้าของหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ และในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ ผู้ป่วยรายนี้จึงถูกส่งเข้าห้องไอซียู ได้รับการรักษาด้วยยาและการฟอกไต ก่อนอาการค่อย ๆ ดีขึ้นจนรอดชีวิต
กล้วยไม่ได้อันตรายกับทุกคน แต่บางคนต้องจำกัดโพแทสเซียม
สำหรับคนทั่วไปที่มีสุขภาพดีและไตทำงานปกติ การกินกล้วยในปริมาณพอเหมาะมักไม่เป็นอันตราย เพราะร่างกายสามารถขับโพแทสเซียมส่วนเกินออกทางไตได้ แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในผู้ที่ไตทำงานลดลง หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง
National Kidney Foundation ให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังบางรายอาจจำเป็นต้องควบคุมโพแทสเซียมในอาหารตามผลเลือดและคำแนะนำของทีมรักษา เพราะเมื่อไตไม่สามารถขับโพแทสเซียมส่วนเกินได้ดี ระดับโพแทสเซียมในเลือดอาจสูงขึ้นและกระทบต่อการทำงานของหัวใจ
ใครบ้างที่ควรระวังอาหารโพแทสเซียมสูง
- ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายโรค
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง หรือผู้ที่เคยมีปัญหาค่าไตผิดปกติ
- ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ใช้ยาบางชนิด เช่น กลุ่ม ACE inhibitors หรือ ARBs
- ผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือผู้ที่ใช้ยาขับปัสสาวะบางประเภท
- ผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตร่วมด้วย
- ผู้ที่เคยมีผลเลือดพบโพแทสเซียมสูง หรือแพทย์เคยสั่งจำกัดโพแทสเซียม
อาหารโพแทสเซียมสูง ไม่ได้มีแค่กล้วย
กล้วยเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีโพแทสเซียม แต่ไม่ใช่อาหารชนิดเดียวที่ต้องระวังในกลุ่มเสี่ยง อาหารอื่น ๆ ที่มีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง เช่น ส้ม ทุเรียน ผักโขม มันฝรั่ง มันเทศ อะโวคาโด ถั่วบางชนิด และน้ำผักผลไม้บางประเภท
ผู้ที่มีโรคไตหรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดโพแทสเซียม ไม่ควรงดอาหารเองแบบสุดโต่ง แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร เพื่อจัดสัดส่วนอาหารให้เหมาะกับผลเลือดและโรคประจำตัวของตัวเอง
อ่อนเพลีย แขนขาอ่อนแรง ไม่ได้แปลว่าขาดโพแทสเซียมเสมอไป
แพทย์เตือนว่า อาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือหมดแรง อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนไม่พอ ภาวะโลหิตจาง ปัญหาหัวใจ โรคไต โรคต่อมไร้ท่อ เบาหวาน ความผิดปกติของเกลือแร่ หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
ดังนั้น การสรุปเองว่าร่างกายขาดโพแทสเซียม แล้วเพิ่มอาหารโพแทสเซียมสูงหรือกินอาหารเสริมเอง อาจทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว หากมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและประเมินสาเหตุอย่างถูกต้อง
กินกล้วยอย่างไรให้ปลอดภัยกว่า
สำหรับคนสุขภาพทั่วไป กล้วยยังเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ ให้คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ แต่ควรกินในปริมาณพอเหมาะ และไม่ควรกินซ้ำมากเกินไปเพื่อหวังรักษาอาการบางอย่างโดยไม่ตรวจร่างกาย
- กินกล้วยเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่หลากหลาย ไม่ใช่กินแทนมื้ออาหารหรือกินจำนวนมากทุกวัน
- ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ควรถามแพทย์ว่าควรจำกัดโพแทสเซียมหรือไม่
- ไม่ควรกินอาหารเสริมโพแทสเซียมเอง หากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
- หากมีอาการอ่อนแรง ใจสั่น หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือคลื่นไส้ผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์
สรุป กล้วยดีต่อสุขภาพ แต่ไม่ใช่คำตอบของทุกอาการอ่อนเพลีย
กรณีชายวัย 73 ปีรายนี้ไม่ได้หมายความว่ากล้วยเป็นผลไม้อันตราย แต่สะท้อนว่า การกินอาหารใดอาหารหนึ่งมากเกินไปเพื่อแก้อาการเอง โดยไม่รู้สภาพร่างกายและผลเลือด อาจนำไปสู่ภาวะเสี่ยงได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคไต ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ
หากรู้สึกอ่อนเพลียหรือแขนขาอ่อนแรงบ่อย อย่าเพิ่งสรุปว่าเป็นเพราะขาดโพแทสเซียม ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เพราะการรักษาที่ถูกต้องเริ่มจากการรู้ว่า ร่างกายกำลังขาดอะไร หรือมีอะไรเกินอยู่กันแน่
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี