9 อาหารต้านแก่ มีสารลับชะลอวัย เคล็ดลับหน้าเด็กจากญี่ปุ่น กินแค่วันละมื้อก็พอ

9 อาหารต้านแก่ มีสารลับชะลอวัย เคล็ดลับหน้าเด็กจากญี่ปุ่น กินแค่วันละมื้อก็พอ

9 อาหารต้านแก่ มีสารลับชะลอวัย เคล็ดลับหน้าเด็กจากญี่ปุ่น กินแค่วันละมื้อก็พอ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

วิจัยญี่ปุ่น 9 อาหารต้านแก่ มีสารชะลอวัย เคล็ดลับหน้าเด็กอายุยืนยาว เลือกกินแค่วันละ 1 มื้อก็เพียงพอ

หลายคนที่อยากดูอ่อนกว่าวัยยอมทุ่มเงินก้อนโตไปกับการทำหัตถการความงาม แต่คีย์เวิร์ดสำคัญที่ส่งผลต่อความเร็วในการแก่ชราของร่างกายจริงๆ มักมาจาก "พฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวัน"

คุณเวย์น (Wayne) ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในอาหาร ได้แชร์ผลวิจัยจากญี่ปุ่นที่พบว่า ระดับสาร "โพลีเอมีน" (Polyamine) ในร่างกายมนุษย์จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากเราสามารถเติมสารโพลีเอมีนผ่านการรับประทานอาหารได้ ก็จะมีส่วนช่วยในการชะลอวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาหารที่อุดมไปด้วยโพลีเอมีน ได้แก่ กลุ่มถั่ว (เช่น ถั่วเหลือง, ถั่วดำ); กลุ่มเห็ดและผัก (เช่น พริกหยวก, ฟักทอง, กระเจี๊ยบเขียว) รวมถึงเครื่องในสัตว์ เช่น ตับหมู และตับวัว เป็นต้น

ทำความรู้จัก "โพลีเอมีน" สารลับไขความอ่อนเยาว์

คุณเวย์นระบุในเว็บไซต์ส่วนตัวว่า ศ.นพ.เซ็นยะ มัตสึฟูจิ (Senya Matsufuji) อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์โตเกียวจิเค (Tokyo Jikei University School of Medicine) ได้ศึกษาข้อมูลด้านอาหารเบื้องหลังความอายุยืนของชาวญี่ปุ่นมาเป็นเวลานาน และพบว่า "โพลีเอมีน" คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการต้านความชราและการมีอายุยืนยาว

สารนี้มีอยู่ภายในเซลล์และมีหน้าที่รักษาการทำงานของเซลล์ให้เป็นปกติ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น ความเข้มข้นของโพลีเอมีนในร่างกายจะค่อยๆ ลดลง ส่งผลให้ความสามารถในการทำงานของเซลล์ลดถอยลงตามไปด้วย ซึ่งนำไปสู่ปรากฏการณ์ความแก่ชรา อย่างไรก็ตาม การเสริมโพลีเอมีนผ่านอาหารสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้

วิธีกินแบบคนญี่ปุ่น: "แค่วันละ 1 มื้อ มื้อละ 1 อย่าง" ก็พอแล้ว!

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิบะ (Chiba University) ได้เคยทำการวัดปริมาณโพลีเอมีนในอาหารต่างๆ ที่วางจำหน่ายในญี่ปุ่น เพื่อจัดทำฐานข้อมูลโพลีเอมีนในอาหารที่สมบูรณ์ที่สุดในปัจจุบัน

คำถามคือต้องกินอย่างไร? ผลวิจัยพบว่า โพลีเอมีนที่ได้รับจากอาหารส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก ก่อนจะถูกส่งไปยังเซลล์ทั่วร่างกายเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ศ.นพ.เซ็นยะ มัตสึฟูจิ จึงได้เสนอเป้าหมายการกินที่ทำตามได้ง่ายๆ ว่า:

"ในหนึ่งวัน ขอแค่มีอาหารที่มีโพลีเอมีนสูงสัก 1 อย่าง ในมื้อใดมื้อหนึ่งก็เพียงพอแล้ว" ไม่จำเป็นต้องสวมวิญญาณสายเฮลตี้จัดเต็มทุกมื้อ นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารตามแนวทาง "อาหารเมดิเตอร์เรเนียน" (Mediterranean Diet) จะได้รับปริมาณโพลีเอมีนสูงกว่าผู้ที่กินอาหารสไตล์ตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด

นัตโตะ

 เปิดลิสต์อาหารที่มี "โพลีเอมีนสูง" ที่คุณเลือกกินได้ทุกวัน

  • กลุ่มถั่ว: ถั่วเหลือง, ถั่วดำ, นัตโตะ (ถั่วเน่าญี่ปุ่น) เป็นแหล่งที่ดีมาก ข้อควรระวัง ผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น เต้าหู้ หรือน้ำเต้าหู้ จะมีปริมาณโพลีเอมีนลดลงในระหว่างกระบวนการผลิต

  • กลุ่มเห็ด: เห็ดชิเมจิ, เห็ดออรินจิ, เห็ดไมตาเกะ, เห็ดหอม, เห็ดนาเมโกะ, เห็ดมัตสึทาเกะ

  • กลุ่มผัก: พริกหยวก, ฟักทอง, กระเจี๊ยบเขียว, ต้นหอม, ใบหัวไชเท้า, บรอกโคลี, ผักร็อกเก็ต, มะเขือเทศ ปริมาณโพลีเอมีนในผักแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน แนะนำให้เลือกทานสลับหมุนเวียนกันไปวันละชนิดจากรายการนี้

  • กลุ่มผลไม้: ส้ม, เกรปฟรุต, มะนาวเทศ (Lime), มะม่วง

  • กลุ่มถั่วเปลือกแข็ง: พิสตาชิโอ, เมล็ดสน

  • กลุ่มเนื้อสัตว์: ตับไก่, ตับหมู, ตับวัว, หัวใจไก่, กึ๋นไก่

  • กลุ่มปลาและหอย: เนื้อปลาแบบแล่ชิ้นจะมีโพลีเอมีนไม่มากนัก แต่กลุ่มหอย เช่น หอยลาย, หอยตลับ จะให้ปริมาณโพลีเอมีนที่สูงกว่า นอกจากนี้ ปลากะตักที่รับประทานได้ทั้งตัว ก็เป็นแหล่งโพลีเอมีนที่ดีเช่นกัน

  • กลุ่มอาหารหมักดอง: ชีสที่ผ่านการบ่มนาน (Aged Cheese) เช่น บรีชีส (Brie) หรือบลูชีสอย่างกอร์กอนโซลา (Gorgonzola) จะมีความเข้มข้นของโพลีเอมีนสูงมาก ผักดองหมักรำข้าว (Nukazuke) หรือผักดองชิโซะ (Shibazuke) ของญี่ปุ่น เครื่องปรุงรส เช่น มิโซะ, ซีอิ๊ว, น้ำปลา, ซอสหอยนางรม ก็มีโพลีเอมีนอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเรามักจะได้รับเข้าร่างกายอยู่แล้วในชีวิตประจำวันผ่านการปรุงอาหาร

  • กลุ่มเครื่องดื่ม: ชาเขียวมัตจะ เนื่องจากเป็นการชงดื่มโดยใช้ใบชาบดละเอียดทั้งใบ จึงทำให้มีปริมาณโพลีเอมีนสูงกว่าชาประเภทอื่น

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล