ทำไมถึงเรียก "ขนมผักกาด" ทั้งที่ไม่ได้เป็นขนมและไม่ได้ทำมาจากผักกาด?

"ขนมผักกาด" เป็นหนึ่งในเมนูสตรีตฟู้ดที่หลายคนคุ้นเคย โดยเฉพาะตามตลาดเก่าและย่านชุมชนคนจีน
แต่ชื่อของมันกลับชวนให้งงไม่น้อย เพราะทั้งไม่ได้มีลักษณะเป็น “ขนม” แบบของหวาน และวัตถุดิบหลักก็ไม่ได้ทำมาจาก “ผักกาด” ตามความเข้าใจของคนไทยยุคปัจจุบัน แล้วเหตุใดเมนูนี้จึงถูกเรียกว่า “ขนมผักกาด” กันแน่?

ความจริงแล้ว เมนูนี้มีต้นกำเนิดมาจากอาหารจีนแต้จิ๋วที่เรียกว่า “ไช้เถ่าก้วย” (菜頭粿) ซึ่งคำว่า “ไช้เถ้า” ในภาษาจีนหมายถึง “หัวไชเท้า” ส่วนคำว่า “ก้วย” หมายถึงอาหารจำพวกแป้งหรือตัวขนมที่ผ่านการนึ่ง
เมื่ออาหารชนิดนี้เข้ามาแพร่หลายในไทย คนไทยสมัยก่อนนิยมเรียก “หัวไชเท้า” ว่า “หัวผักกาด” จึงเกิดการแปลชื่อแบบตรงตัวจนกลายเป็นคำว่า “ขนมผักกาด” ที่ใช้เรียกติดปากมาจนถึงทุกวันนี้
ดังนั้น คำว่า “ผักกาด” ในชื่อเมนูนี้ ไม่ได้หมายถึงผักกาดเขียว ผักกาดขาว หรือผักใบต่างๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นชื่อเรียกแบบโบราณของ “หัวไชเท้า” นั่นเอง

ส่วนคำว่า “ขนม” ก็ไม่ได้หมายถึงของหวานเสมอไป เพราะในวัฒนธรรมอาหารจีน คำว่า “ก้วย” หรืออาหารที่ทำจากแป้งนึ่ง มักถูกเรียกรวมๆ ในลักษณะคล้ายขนม แม้จะนำมาปรุงเป็นอาหารคาวก็ตาม คล้ายกับเมนูอย่าง “ขนมกุยช่าย” หรือ “ขนมถ้วย” ที่ใช้คำว่าขนม แม้บางชนิดจะไม่ได้หวาน
สำหรับวิธีทำ ขนมผักกาดดั้งเดิมจะนำหัวไชเท้ามาขูด ผสมแป้งแล้วนึ่งจนจับตัวเป็นก้อน จากนั้นหั่นเป็นชิ้นแล้วนำไปทอดกับไข่ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว และบางร้านอาจใส่ถั่วงอกหรือกุยช่ายเพิ่มความหอมและสัมผัส

ด้วยรสชาติที่หอมกระทะ กรอบนอกนุ่มใน และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ขนมผักกาดกลายเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยมาหลายยุค แม้ชื่อจะชวนสับสนอยู่บ้างก็ตาม
สรุปง่ายๆ คือ “ขนมผักกาด” ได้ชื่อมาจากภาษาจีนและชื่อเรียกหัวไชเท้าแบบไทยโบราณ จึงกลายเป็นเมนูที่ทั้ง “ไม่ใช่ขนม” และ “ไม่ได้ทำจากผักกาด” ตามความเข้าใจในปัจจุบัน แต่ชื่อก็ยังถูกเรียกต่อกันมาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารไทยไปแล้ว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
