แม่แทบช็อก ลูกอายุ 10 วัน ท้องบวมใหญ่ ก่อนแพทย์เจอ "ก้อน" หายากกดทับภายใน หวิดไม่รอด

ทารกวัย 10 วันเกือบไม่รอด แพทย์ผ่าตัดด่วน พบเนื้องอกหายากกดทับอวัยวะทั้งช่องท้อง
เรื่องราวชวนตกใจของทารกแรกเกิดรายหนึ่ง กำลังถูกพูดถึงอย่างมาก หลังแพทย์สามารถช่วยชีวิตเด็กหญิงวัยเพียง 10 วัน ที่เผชิญภาวะวิกฤตจาก “เนื้องอกเทอราโตมา” ขนาดใหญ่บริเวณกระดูกก้นกบ ซึ่งเป็นโรคหายากในทารกแรกเกิด และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากรักษาไม่ทัน
ข้อมูลจากโรงพยาบาลเด็กแห่งที่ 2 ระบุว่า เด็กหญิงรายนี้คลอดตามธรรมชาติ ครบกำหนด และมีสุขภาพแข็งแรงดีตั้งแต่แรกเกิด โดยระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่เข้ารับการตรวจตามปกติ แต่ไม่พบความผิดปกติใดๆ
อย่างไรก็ตาม หลังคลอดได้เพียง 10 วัน เด็กเริ่มมีอาการผิดปกติอย่างรวดเร็ว ทั้งท้องอืด ไม่ยอมกินนม ถ่ายไม่ออก ปัสสาวะไม่ออก และหายใจลำบาก จนครอบครัวต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล

แพทย์พบก้อนเนื้อขนาดใหญ่ กดทับหลายอวัยวะจนไตวาย
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เด็กอยู่ในภาวะวิกฤตทันที ทีมแพทย์ตรวจพบว่าช่องท้องบวมโตผิดปกติและมีอาการหายใจล้มเหลวอย่างรุนแรง
ผลอัลตราซาวนด์ เอกซเรย์ และซีทีสแกน พบก้อนเนื้อขนาดประมาณ 55 x 33 x 81 มิลลิเมตร ลุกลามจากช่องท้องลงไปถึงบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง และกดทับอวัยวะสำคัญหลายส่วน ทั้งลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ และระบบทางเดินปัสสาวะ
นอกจากนี้ ผลเลือดยังพบว่า เด็กมีภาวะไตวายเฉียบพลันจากการอุดกั้นของระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย

ผ่าตัดฉุกเฉิน แข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิต
หลังประเมินอาการ ทีมแพทย์ตัดสินใจผ่าตัดฉุกเฉินทันที และพบว่าเด็กมี “เนื้องอกเทอราโตมา” บริเวณกระดูกก้นกบ ซึ่งเป็นเนื้องอกหายากที่เกิดจากเซลล์ตัวอ่อน
ก้อนเนื้อดังกล่าวขยายตัวเข้าไปในช่องท้อง และกดทับทั้งกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ มดลูก ลำไส้ และลำไส้ใหญ่ ทำให้การรักษามีความซับซ้อนอย่างมาก
แพทย์ต้องใช้การผ่าตัดร่วมกันทั้งทางช่องท้องและบริเวณกระดูกก้นกบ เพื่อเอาเนื้องอกออกทั้งหมด พร้อมระมัดระวังไม่ให้อวัยวะภายในของเด็กที่ยังบอบบางได้รับความเสียหาย
โรคหายาก พบเพียง 1 ในหลายหมื่นราย
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เนื้องอกเทอราโตมาบริเวณกระดูกก้นกบในทารกแรกเกิด เป็นภาวะที่พบได้ค่อนข้างน้อย โดยมีอัตราการเกิดประมาณ 1 ใน 35,000 ถึง 1 ใน 40,000 ของทารกแรกเกิดทั้งหมด
แม้ส่วนใหญ่จะรักษาได้หากผ่าตัดออกหมด แต่ก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำประมาณ 10-15% ทำให้เด็กจำเป็นต้องติดตามอาการระยะยาวอย่างใกล้ชิด
อาการดีขึ้นอย่างชัดเจน หลังผ่านการผ่าตัด
หลังการรักษา อาการของเด็กหญิงรายนี้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถหายใจได้เอง ระบบขับถ่ายกลับมาเป็นปกติ ไตฟื้นตัวเต็มที่ และกลับมากินนมได้ตามปกติ
ล่าสุด แพทย์อนุญาตให้เด็กกลับบ้านได้แล้ว พร้อมนัดติดตามอาการในระยะยาว เพื่อเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำของโรค
กรณีของเด็กหญิงวัย 10 วันรายนี้ สะท้อนให้เห็นว่า แม้ทารกแรกเกิดจะดูแข็งแรงในช่วงแรก แต่หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไม่กินนม ท้องอืด ปัสสาวะไม่ออก หรือหายใจลำบาก ผู้ปกครองไม่ควรนิ่งนอนใจ และควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาที่รวดเร็วอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตเด็กไว้ได้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี