แม่แทบช็อก ลูกอายุ 10 วัน ท้องบวมใหญ่ ก่อนแพทย์เจอ "ก้อน" หายากกดทับภายใน หวิดไม่รอด

แม่แทบช็อก ลูกอายุ 10 วัน ท้องบวมใหญ่ ก่อนแพทย์เจอ "ก้อน" หายากกดทับภายใน หวิดไม่รอด

แม่แทบช็อก ลูกอายุ 10 วัน ท้องบวมใหญ่ ก่อนแพทย์เจอ "ก้อน" หายากกดทับภายใน หวิดไม่รอด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ทารกวัย 10 วันเกือบไม่รอด แพทย์ผ่าตัดด่วน พบเนื้องอกหายากกดทับอวัยวะทั้งช่องท้อง

เรื่องราวชวนตกใจของทารกแรกเกิดรายหนึ่ง กำลังถูกพูดถึงอย่างมาก หลังแพทย์สามารถช่วยชีวิตเด็กหญิงวัยเพียง 10 วัน ที่เผชิญภาวะวิกฤตจาก “เนื้องอกเทอราโตมา” ขนาดใหญ่บริเวณกระดูกก้นกบ ซึ่งเป็นโรคหายากในทารกแรกเกิด และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากรักษาไม่ทัน

ข้อมูลจากโรงพยาบาลเด็กแห่งที่ 2 ระบุว่า เด็กหญิงรายนี้คลอดตามธรรมชาติ ครบกำหนด และมีสุขภาพแข็งแรงดีตั้งแต่แรกเกิด โดยระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่เข้ารับการตรวจตามปกติ แต่ไม่พบความผิดปกติใดๆ

อย่างไรก็ตาม หลังคลอดได้เพียง 10 วัน เด็กเริ่มมีอาการผิดปกติอย่างรวดเร็ว ทั้งท้องอืด ไม่ยอมกินนม ถ่ายไม่ออก ปัสสาวะไม่ออก และหายใจลำบาก จนครอบครัวต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล

แพทย์พบก้อนเนื้อขนาดใหญ่ กดทับหลายอวัยวะจนไตวาย

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เด็กอยู่ในภาวะวิกฤตทันที ทีมแพทย์ตรวจพบว่าช่องท้องบวมโตผิดปกติและมีอาการหายใจล้มเหลวอย่างรุนแรง

ผลอัลตราซาวนด์ เอกซเรย์ และซีทีสแกน พบก้อนเนื้อขนาดประมาณ 55 x 33 x 81 มิลลิเมตร ลุกลามจากช่องท้องลงไปถึงบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง และกดทับอวัยวะสำคัญหลายส่วน ทั้งลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ และระบบทางเดินปัสสาวะ

นอกจากนี้ ผลเลือดยังพบว่า เด็กมีภาวะไตวายเฉียบพลันจากการอุดกั้นของระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย

ผ่าตัดฉุกเฉิน แข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิต

หลังประเมินอาการ ทีมแพทย์ตัดสินใจผ่าตัดฉุกเฉินทันที และพบว่าเด็กมี “เนื้องอกเทอราโตมา” บริเวณกระดูกก้นกบ ซึ่งเป็นเนื้องอกหายากที่เกิดจากเซลล์ตัวอ่อน

ก้อนเนื้อดังกล่าวขยายตัวเข้าไปในช่องท้อง และกดทับทั้งกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ มดลูก ลำไส้ และลำไส้ใหญ่ ทำให้การรักษามีความซับซ้อนอย่างมาก

แพทย์ต้องใช้การผ่าตัดร่วมกันทั้งทางช่องท้องและบริเวณกระดูกก้นกบ เพื่อเอาเนื้องอกออกทั้งหมด พร้อมระมัดระวังไม่ให้อวัยวะภายในของเด็กที่ยังบอบบางได้รับความเสียหาย

โรคหายาก พบเพียง 1 ในหลายหมื่นราย

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เนื้องอกเทอราโตมาบริเวณกระดูกก้นกบในทารกแรกเกิด เป็นภาวะที่พบได้ค่อนข้างน้อย โดยมีอัตราการเกิดประมาณ 1 ใน 35,000 ถึง 1 ใน 40,000 ของทารกแรกเกิดทั้งหมด

แม้ส่วนใหญ่จะรักษาได้หากผ่าตัดออกหมด แต่ก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำประมาณ 10-15% ทำให้เด็กจำเป็นต้องติดตามอาการระยะยาวอย่างใกล้ชิด

อาการดีขึ้นอย่างชัดเจน หลังผ่านการผ่าตัด

หลังการรักษา อาการของเด็กหญิงรายนี้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถหายใจได้เอง ระบบขับถ่ายกลับมาเป็นปกติ ไตฟื้นตัวเต็มที่ และกลับมากินนมได้ตามปกติ

ล่าสุด แพทย์อนุญาตให้เด็กกลับบ้านได้แล้ว พร้อมนัดติดตามอาการในระยะยาว เพื่อเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำของโรค

กรณีของเด็กหญิงวัย 10 วันรายนี้ สะท้อนให้เห็นว่า แม้ทารกแรกเกิดจะดูแข็งแรงในช่วงแรก แต่หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไม่กินนม ท้องอืด ปัสสาวะไม่ออก หรือหายใจลำบาก ผู้ปกครองไม่ควรนิ่งนอนใจ และควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เพราะการรักษาที่รวดเร็วอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตเด็กไว้ได้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล