กุมารแพทย์เตือน ภัยเงียบที่มากับ "หลอด" เด็กหญิงวัย 1 ขวบกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
กุมารแพทย์เตือน ภัยเงียบจาก "หลอด" เด็กหญิงวัย 1 ขวบกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา อันตรายกว่าอาหารติดคอ
ซองพลาสติกหุ้มหลอด มักถูกมองเป็นขยะชิ้นเล็ก ๆ ที่คนส่วนใหญ่แกะแล้วโยนทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ แต่สำหรับบ้านที่มีเด็กเล็ก ผู้ปกครองห้ามชะล่าใจเด็ดขาด! กุมารแพทย์รายหนึ่งได้ออกมาแชร์เคสอุทาหรณ์สุดสลด เมื่อเด็กน้อยวัยเพียง 1 ขวบ ซองหุ้มหลอดเข้าไปอุดตันทางเดินหายใจทั้งสองข้าง ส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจนอย่างรุนแรงและกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราในที่สุด
โดยแพทย์ยอมรับว่า แม้เคสลักษณะนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยแต่ "มีเพียงเคสเดียวก็เกินพอแล้ว" และที่น่ากลัวคือ หากเกิดขึ้นแล้ว แม้แต่การปฐมพยาบาลด้วยวิธีฮามลิก (Heimlich Maneuver) ก็ยากที่จะช่วยชีวิตได้
เรื่องเล่าจากวอร์ดเด็ก: สิ่งที่หมอกลัวมากกว่า "ถั่ว"
กุมารแพทย์ท่านหนึ่งได้แชร์เรื่องราวผ่านแพลตฟอร์ม Threads ว่า สมัยที่เขาเริ่มเป็นแพทย์ประจำบ้าน (Resident) อาจารย์แพทย์เคยพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า: "ในแผนกกุมารเวชกรรมมีเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้วคือ ห้ามให้เด็กเล็กกินถั่วหรือธัญพืชเด็ดขาด เพราะเนื้อสัมผัสของมันทำให้เด็กสำลักและขาดอากาศหายใจได้ง่าย แต่รู้ไหม... สิ่งที่หมอกลัวมากกว่าถั่ว คือสิ่งนี้ 'ซองพลาสติกที่ใช้หุ้มหลอดดูดน้ำ'"
อาจารย์แพทย์พูดพลางพาเขาไปดูคนไข้เด็กรายหนึ่งที่นอนป่วยติดเตียงมาเป็นเวลานาน โดยมีข้อมูลว่า เด็กคนนี้เผลอสูดซองหุ้มหลอดเข้าไปตอนอายุ 1 ขวบ เมื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลก็พบว่าวัตถุแปลกปลอมเข้าไปอุดตันอยู่ในทางเดินหายใจ จนทำให้สมองขาดออกซิเจนอย่างรุนแรงและต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปตลอดชีวิต

ทำไม "ซองหุ้มหลอด" ถึงอันตรายกว่าถั่ว? แพทย์ชี้กลไกสุดน่ากลัว
คุณหมอได้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างซองหุ้มหลอดกับถั่วเอาไว้ว่า เป็นเพราะพลาสติกหุ้มหลอดมีลักษณะ "ทั้งบางและนิ่ม" * กรณีของถั่ว: เนื่องจากถั่วมีรูปทรงที่คงตัว แน่นหนา เวลาสำลักเข้าไปส่วนใหญ่จะเข้าไปอุดตันในหลอดลมฝอยเพียงข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น (ยังมีอีกข้างพอหายใจได้)
กรณีของซองหุ้มหลอด: เมื่อเด็กสูดดมหรือสำลักพลาสติกชนิดนี้เข้าไป แรงดันจากการหายใจจะทำให้แผ่นพลาสติกบาง ๆ เข้าไปแนบสนิทติดกับผนังภายในทางเดินหายใจอย่างหนาแน่น และอาจเข้าไปบล็อกทางเดินหายใจของปอดทั้งสองข้างพร้อมกัน
ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ วัสดุประเภทพลาสติกที่เพิ่งแกะออกใหม่ ๆ มักจะมีความร้อนหรือไฟฟ้าสถิตอยู่รอบตัว ซึ่งจะยิ่งเพิ่มโอกาสให้พลาสติกเข้าไปดูดติดกับเยื่อบุทางเดินหายใจได้อย่างเหนียวแน่น ส่งผลให้เด็กไม่สามารถไอเอาออกมาได้เอง และแพทย์ก็ทำการคีบหรือคัดแยกออกมาได้ยากมากเช่นกัน
อย่าปล่อยให้ของสิ่งนี้อยู่ใกล้เด็กแม้แต่วินาทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ คุณหมอจึงได้เน้นย้ำและตักเตือนผู้ปกครองทุกคนว่า "ถ้าเห็นสิ่งนี้อยู่ใกล้ ๆ ตัวเด็กเล็ก ขอให้เก็บไปทิ้งทันที อย่าปล่อยให้มันวางอยู่บนโต๊ะของเด็กแม้แต่วินาทีเดียว การลงมือทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้สามารถป้องกันความสูญเสียที่น่าเศร้าได้มากมาย"
นอกจากซองหุ้มหลอดแล้ว วัตถุอื่น ๆ ที่มีลักษณะและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงกัน เช่น ลูกโป่ง, ซองพลาสติกใสที่ใช้ห่อสาหร่าย, หรือฟิล์มพลาสติกถนอมอาหาร ก็ล้วนเป็นเพชฌฆาตเงียบที่พร้อมพรากชีวิตเด็กเล็กได้ทุกเมื่อ
"ของพวกนี้มักไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็น และคิดไม่ถึงว่ามันจะกลายเป็นอาวุธร้ายแรงได้ เคสประเภทนี้อาจจะไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนัก แต่สำหรับคนเป็นหมอแล้ว มีสถิติเกิดขึ้นเพียงเคสเดียว... มันก็มากเกินไปแล้วครับ" คุณหมอกล่าวทิ้งท้าย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี