ดื่มกาแฟยังไง.. เพื่อให้มะเร็งตับ "กลัว" วิจัยพบสูตรง่ายๆ ทำได้ทุกวัน ลดเสี่ยงตายเกือบครึ่ง!

ดื่มกาแฟยังไง.. เพื่อให้มะเร็งตับ "กลัว" วิจัยพบสูตรง่ายๆ ทำได้ทุกวัน ลดเสี่ยงตายเกือบครึ่ง!

ดื่มกาแฟยังไง.. เพื่อให้มะเร็งตับ "กลัว" วิจัยพบสูตรง่ายๆ ทำได้ทุกวัน ลดเสี่ยงตายเกือบครึ่ง!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สายคาเฟอีนกดเซฟ! วิจัยเผย "จำนวนแก้วกาแฟ" ที่ควรดื่มต่อวัน ช่วยปกป้องตับ-ลดเสี่ยงโรคมะเร็งตับ

ปวดท้องร้าว-ตาเหลืองสัญญาณวิกฤต! แพทย์เตือนมะเร็งตับโตเงียบ แนะทริกดื่มกาแฟกู้สมดุลร่างกาย

"กาแฟ" ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องดื่มที่ช่วยเติมพลังและเพิ่มความตื่นตัวในยามเช้าเท่านั้น แต่ผลงานวิจัยจำนวนมากยังชี้ชัดว่า กาแฟมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อีกด้วย

ลผลการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน (University of Southampton) ประเทศอังกฤษ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ BMC Public Health ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าทึ่งว่า การดื่มกาแฟในปริมาณ 3-4 แก้วต่อวัน มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งตับ รวมถึงโรคตับอื่น ๆ ที่มีแอลกอฮอล์เป็นสิ่งกระตุ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

เปิดตัวเลขงานวิจัย: ดื่มกาแฟช่วยเซฟตับได้จริงหรือ?

ในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ฐานข้อมูลทางสุขภาพของประชากรในสหราชอาณาจักร (UK Biobank) จำนวนมากกว่า 494,000 ราย ที่มีอายุระหว่าง 40–69 ปี โดยติดตามพฤติกรรมการดื่มกาแฟและภาวะความแข็งแรงของตับอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 11 ปี

ผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำจำนวน 384,818 ราย กับกลุ่มผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟจำนวน 109,767 ราย พบสถิติที่น่าสนใจดังนี้ค่ะ:

  • ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด โรคตับเรื้อรัง ได้ถึง 21%

  • ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด ภาวะไขมันพอกตับ ได้ถึง 20%

  • ช่วยลดความเสี่ยงต่อการ เสียชีวิตจากโรคตับเรื้อรัง ได้สูงถึง 49%

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ "กลุ่มผู้ที่ดื่มกาแฟคั่วบด" (ทั้งแบบมีคาเฟอีนปกติและแบบสกัดคาเฟอีนออก หรือ Decaf) คือกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ในการปกป้องตับสูงที่สุด ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ที่ดื่มกาแฟสำเร็จรูป (Instant Coffee) ก็สามารถลดความเสี่ยงของโรคตับได้ดีเช่นเดียวกัน

ข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคตับ: โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (NAFLD) มักพบได้บ่อยในกลุ่มผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน, ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง โดยข้อมูลจากมูลนิธิโรคตับแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่ามีประชากรสูงถึง 25% ที่กำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่โดยไม่รู้ตัว

 3-4 แก้วต่อวัน คือ "จำนวนที่ใช่" มากกว่านี้ไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม

ศาสตราจารย์ พอล โรเดอริก (Professor Paul Roderick) หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า "การดื่มกาแฟมีฤทธิ์ในการปกป้องร่างกายจากโรคตับขั้นรุนแรง ซึ่งรวมถึงโรคมะเร็งตับด้วย" จากรายงานของกองทุนวิจัยมะเร็งโลก มะเร็งตับจัดเป็นเนื้อร้ายที่พบมากเป็นอันดับ 6 ของโลก และสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาเผยว่า นับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา อัตราผู้ป่วยมะเร็งตับพุ่งสูงขึ้นกว่า 2 เท่าตัว ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ชัดว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 3-4 แก้ว จะได้รับประโยชน์สูงสุดในการล็อกความเสี่ยงโรคร้าย ในขณะที่การดื่มมากกว่าวันละ 4 แก้วขึ้นไป ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์หรือประสิทธิภาพในการปกป้องตับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ทางด้าน วาเนสซา เฮบดิทช์ (Vanessa Hebditch) ผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิโรคตับแห่งอังกฤษ กล่าวว่า ผลวิจัยนี้ช่วยตอกย้ำว่ากาแฟดีต่อสุขภาพตับจริง แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนห้ามละเลยคือวิธีการดูแลสุขภาพองค์รวม

"การดื่มกาแฟเป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งเท่านั้น แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลัก เช่น การจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน, การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการรักษาตับให้แข็งแรง" วาเนสซาเน้นย้ำ

เช็กอาการเตือน! สัญญาณโรคตับและมะเร็งตับตามหลักแพทย์

เนื่องจาก "ตับ" เป็นอวัยวะที่ไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึก เจ็บป่วยในระยะแรกจึงมักไม่แสดงอาการ จนกระทั่งตัวโรคเข้าสู่ระยะรุนแรงจึงจะเริ่มมีอาการเด่นชัด ข้อมูลจากสถาบันการแพทย์ Mayo Clinic ระบุว่า เมื่อตับเริ่มทำงานผิดปกติ จะมีสัญญาณเตือนดังนี้:

  • มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)

  • มีอาการท้องบวมโต หรือปวดหน่วงในช่องท้อง

  • ขาและข้อเท้ามีอาการบวมพอง

  • มีอาการคันยิบ ๆ ตามผิวหนังอย่างไม่มีสาเหตุ

  • ปัสสาวะมีสีเข้มจัด (คล้ายน้ำชาแก่) และอุจจาระมีสีซีดลง

  • รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้าตลอดเวลา

  • มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเบื่ออาหาร

  • ผิวหนังช้ำรอยเขียวล้ำได้ง่ายผิดปกติ

  • กรณีมะเร็งตับ จะมีอาการ "น้ำหนักตัวลดฮวบลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจลด" ร่วมด้วย

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากคุณพบอาการผิดปกติเหล่านี้ โดยเฉพาะอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดทันที

 

ที่มาข้อมูล: วารสารทางการแพทย์ BMC Public Health, มหาวิทยาลัย Southampton, ข้อมูลระบบสุขภาพ Mayo Clinic สหรัฐฯ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล