จะเป็นยังไงถ้า "งดมื้อเย็น" เป็นประจำ? ชายไม่กินมื้อเย็นนาน 3 ปี หุ่นลีน แต่ได้ของแถมเกินคาด!
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1977/9889362/1newnewnewnewnewnewnew-thumbn.jpgจะเป็นยังไงถ้า "งดมื้อเย็น" เป็นประจำ? ชายไม่กินมื้อเย็นนาน 3 ปี หุ่นลีน แต่ได้ของแถมเกินคาด!

จะเป็นยังไงถ้า "งดมื้อเย็น" เป็นประจำ? ชายไม่กินมื้อเย็นนาน 3 ปี หุ่นลีน แต่ได้ของแถมเกินคาด!

แชร์เรื่องนี้

หมอเตือน “งดอาหารเย็น” ทุกวัน ไม่ได้ผอมอย่างเดียว ชายวัย 58 กระเพาะพัง-น้ำดีไหลย้อน หลังทำตามสูตรลดน้ำหนักจากเน็ต

หลายคนเชื่อว่าการงดอาหารเย็นเป็นวิธีลดน้ำหนักที่ได้ผลเร็ว ทั้งยังมองว่าเป็นการ “ล้างพิษ” ให้ร่างกาย และช่วยลดไขมันหน้าท้องได้ดี จนกลายเป็นเทรนด์สุขภาพที่ถูกแชร์ต่อกันอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ แต่ล่าสุด เรื่องราวของชายวัย 58 ปีจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน กลายเป็นกรณีตัวอย่างที่ทำให้แพทย์ต้องออกมาเตือนว่า การอดมื้อเย็นติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหารมากกว่าที่คิด

รายงานระบุว่า ชายคนดังกล่าวใช้นามสกุล “จาง” เขาตัดสินใจงดอาหารเย็นต่อเนื่องนานถึง 3 ปี เพราะเชื่อว่าวิธี “ไม่กินหลังเที่ยง” จะช่วยรักษารูปร่าง ลดน้ำหนัก และทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น ช่วงแรกผลเป็นที่น่าพึงพอใจ น้ำหนักของเขาลดลงจริง หน้าท้องแบนลง จึงยิ่งมั่นใจว่าแนวทางนี้ได้ผล แต่ก็ดีใจได้ไม่นาน เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติเรื่อยๆ ทั้งปวดท้อง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ระบบย่อยรวน และเบื่ออาหาร แต่เขายังคงงดมื้อเย็นต่อไป รวมประมาณ 3 ปี จนสุดท้ายครอบครัวต้องพาไปพบแพทย์

ตรวจพบกระเพาะอักเสบ-เยื่อบุกระเพาะฝ่อ หลังอดมื้อเย็นนานหลายปี

ผลตรวจจากโรงพยาบาลพบว่า นายจางมีภาวะเยื่อบุกระเพาะอาหารฝ่อ กระเพาะอักเสบจากน้ำดีไหลย้อน รวมถึงระดับฮอร์โมนแกสตรินสูงผิดปกติ แพทย์สรุปว่าสาเหตุสำคัญมาจากการงดอาหารเย็นเป็นเวลานาน จนระบบย่อยอาหารเสียสมดุล

ดร.หลี่ หมิง หัวหน้าแผนกทางเดินอาหาร โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่งยูเนียน อธิบายว่า ร่างกายมนุษย์ทำงานตามนาฬิกาชีวภาพ การงดอาหารเย็นติดต่อกันนานๆ เปรียบเหมือนการบังคับให้ระบบย่อยอาหารหยุดทำงานแบบกะทันหัน ซึ่งอาจกระทบต่อกระเพาะอาหารและฮอร์โมนในร่างกายได้

แม้จะไม่มีอาหารเข้าสู่ร่างกาย แต่กระเพาะอาหารยังคงหลั่งกรดออกมาตามปกติ หากปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานาน กรดจะเริ่มระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะ ขณะเดียวกัน น้ำดีที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยย่อยอาหาร ก็อาจไหลย้อนกลับเข้าสู่กระเพาะได้ง่าย จนเกิดอาการอักเสบหรือแสบร้อนในช่องท้อง

แพทย์ชี้ “งดข้าวเย็น” ไม่ได้เหมาะกับทุกคน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การอดอาหารเป็นช่วงๆ หรือ Intermittent Fasting รวมถึงแนวคิด “ไม่กินหลังเที่ยง” ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานและวัยกลางคนที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว หลายคนเชื่อว่ายิ่งกินน้อย ยิ่งอายุยืน แต่แพทย์เตือนว่าความจริงไม่ได้ง่ายเช่นนั้น

ข้อมูลจากการสำรวจของสมาคมโภชนาการเซี่ยงไฮ้ในปี 2022 พบว่า ในกลุ่มคนที่งดอาหารเย็นหรือไม่กินหลังเที่ยงเป็นประจำ มีเพียงประมาณ 12% เท่านั้นที่ถูกประเมินว่ามีสุขภาพดี ขณะที่อีกจำนวนมากเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับระบบเผาผลาญและระบบย่อยอาหารหลังทำต่อเนื่องเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ หลายคนยังมีอาการเวียนศีรษะ น้ำตาลในเลือดต่ำ หงุดหงิด นอนไม่หลับ หรือหิวหนักในช่วงดึก จนสุดท้ายกลับไปกินมากกว่าเดิม ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักแกว่งและเกิด “โยโย่เอฟเฟกต์” ตามมา

ผู้เชี่ยวชาญแนะ วิธีกินมื้อเย็นให้ดีต่อสุขภาพและช่วยลดน้ำหนัก

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่การ “งด” มื้อเย็น แต่คือการ “เลือกกิน” ให้เหมาะสม โดยแนวทางโภชนาการของจีนปี 2022 แนะนำว่า มื้อเย็นควรคิดเป็นประมาณ 30-35% ของพลังงานทั้งหมดต่อวัน และควรกินก่อนนอนประมาณ 3 ชั่วโมง

อาหารมื้อเย็นที่เหมาะสมควรมีทั้งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน โปรตีนคุณภาพดี และผักในปริมาณพอเหมาะ เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา เนื้อไม่ติดมัน ผักใบเขียว หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้อิ่มนานและไม่เพิ่มภาระให้กระเพาะอาหารมากเกินไป

ในทางกลับกัน สิ่งที่ทำร้ายสุขภาพจริงๆ คือการกินอาหารทอด อาหารไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตขัดสี หรือกินดึกใกล้เวลานอน รวมถึงการปล่อยให้มื้ออาหารไม่เป็นเวลา เพราะอาจรบกวนนาฬิกาชีวภาพและระบบย่อยอาหารในระยะยาว

แพทย์เตือน อย่าหลงเชื่อสูตรลดน้ำหนักสุดโต่งจากโลกออนไลน์

แพทย์ระบุว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าการไม่รู้สึกหิวระหว่างอดอาหารเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังแข็งแรงขึ้น แต่ความจริงอาจเป็นสัญญาณว่าระบบย่อยอาหารกำลังทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะหากมีอาการปวดท้อง ท้องอืด หิวจัด ท้องผูก หรือหลับยากร่วมด้วย

กรณีของนายจางจึงกลายเป็นเครื่องเตือนใจว่า สูตรลดน้ำหนักที่กำลังได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป เพราะแม้บางคนจะลดน้ำหนักได้จริง แต่บางคนอาจต้องแลกด้วยปัญหาสุขภาพระยะยาว

ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ร่างกายต้องการ “ความสมดุล” มากกว่าความสุดโต่ง การลดน้ำหนักอย่างยั่งยืนควรมาจากการกินอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ มากกว่าการอดอาหารจนระบบย่อยอาหารพังเพียงเพื่อให้ตัวเลขบนตาชั่งลดลงอย่างรวดเร็ว

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :soha