ตำรวจหนุ่มอนาคตไกลวัย 26 ปี ป่วยกะทันหัน เสียชีวิตหลังตรวจพบโรคแค่ 11 วัน

ตำรวจหนุ่มอนาคตไกลวัย 26 ปี ป่วยกะทันหัน เสียชีวิตหลังตรวจพบโรคแค่ 11 วัน

ตำรวจหนุ่มอนาคตไกลวัย 26 ปี ป่วยกะทันหัน เสียชีวิตหลังตรวจพบโรคแค่ 11 วัน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สุดเศร้า ตำรวจหนุ่มอนาคตไกลวัย 26 ปี ป่วยกะทันหัน เสียชีวิตหลังตรวจพบโรคแค่ 11 วัน

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ร.ต.ต. หวัง เชิน (Wang Chen) เจ้าหน้าที่ตำรวจวัย 26 ปี ประจำสถานีตำรวจเฟิ่งหมิงหู ในสังกัดสำนักงานความมั่นคงสาธารณะเขตเซวียเฉิง เมืองเจ่าจวง มณฑลซานตง ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบจากอาการ ภาวะเลือดออกในสมอง ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน (Acute Leukemia)

วันที่ 15 พฤษภาคม คุณหวัง น้องสาวของเขาได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า พี่ชายของเธอเป็นเพียงตำรวจชั้นผู้น้อยในระดับท้องถิ่นคนหนึ่ง เขาอุทิศทั้งชีวิตให้กับหน้าที่ มอบความอบอุ่นอ่อนโยนให้ครอบครัว และแบกรับความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดไว้เพียงลำพัง เขายังคงปฏิบัติหน้าที่และอดทนสู้จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต โดยนับจากวันที่ตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม จนถึงวันสิ้นลมหายใจ มีเวลาเพียง 11 วันเท่านั้น

คุณหวังกล่าวด้วยความโศกเศร้าว่า "หลังจากพี่ชายจากไป ฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงมา! ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาไม่ได้มีผลงานที่ยิ่งใหญ่สะเทือนโลก ไม่เคยมีคำพูดที่หรูหราอลังการ เขาเป็นแค่ตำรวจธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ฝังรากลึกในชุมชนเพื่อปกป้องประชาชน เขามักจะนึกถึงคนอื่นก่อนเสมอ จนละเลยตัวเองไป"

เธอยังเล่าอีกว่า พี่ชายของเธอจบการศึกษาจากวิทยาลัยตำรวจสืบสวนสอบสวนแห่งประเทศจีน (China Criminal Police University) และทำงานเป็นตำรวจมาได้ 3 กว่าปี การเข้าเวร การทำงานล่วงเวลา (OT) และการเดินทางไปราชการด่วนคือชีวิตประจำวันของเขา แม้จะอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่บางครั้งก็ไม่ได้เจอน้ากันเลยหลายวัน ปกติแล้วเขาเป็นคนแข็งแรงมาก และมีการตรวจสุขภาพอยู่เสมอ ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมาก็เพิ่งตรวจเลือดไป ซึ่งผลตรวจก็ปกติไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ

"วันที่ 27 เมษายน พี่ชายเพิ่งเข้าเวรโต้รุ่งครบ 24 ชั่วโมงมา และต้องเดินทางไปราชการด่วนที่เมืองเหลียนหยุนกั่งทันที ในระหว่างนั้นเขาเริ่มมีสัญญาณเตือนของโรคร้ายแล้ว เช่น ปวดศีรษะ เลือดออกตามไรฟัน มีรอยช้ำตามร่างกาย หน้ามืด และตาพร่ามัว แต่เขาก็ยังกัดฟันสู้และทำหน้าที่ต่อโดยไม่เคยขอลาพักเลย เมื่อเดินทางกลับมา เขายังพาผู้ต้องหาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก่อน ส่วนตัวเองเข้ารับการรักษาแบบง่าย ๆ แล้วก็รีบกลับไปเข้าเวรต่อทันที" น้องสาวกล่าวสะอื้น

ในวันที่ 1 พฤษภาคม หวัง เชิน รู้สึกไม่สบายหนักจึงไปตรวจที่โรงพยาบาล และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน จากนั้นถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลโรคเลือดแห่งเทียนจินทันที ต่อมาในคืนวันที่ 6 พฤษภาคม เขาเกิดภาวะเลือดออกในสมองเฉียบพลันและหมดสติไป หลังจากได้รับการกู้ชีพฉุกเฉินตลอดทั้งคืน แพทย์แจ้งว่าแทบจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตแล้ว

วันที่ 7 พฤษภาคม ครอบครัวได้พาร่างของหวัง เชิน กลับมายังบ้านเกิดที่เมืองเจ่าจวง คุณหวังกล่าวว่า "การผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะผ่านพ้นไปด้วยดี ตอนนั้นพวกเราเริ่มมีความหวังริบหรี่ขึ้นมา แต่สุดท้ายกลับต้องพบกับข่าวร้ายว่าพี่ชายเกิดภาวะสมองตาย และในคืนวันที่ 11 พฤษภาคม พี่ชายก็เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ และจากพวกเราไปตลอดกาล"

วันที่ 15 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจเฟิ่งหมิงหู เมืองเจ่าจวง ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า นายตำรวจ หวัง เชิน ได้เสียชีวิตลงแล้วจริง ๆ จากอาการป่วยกะทันหันเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

การจากไปของ หวัง เชิน ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ชาวเน็ตต่างร่วมแสดงความเสียใจและเตือนใจให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพของตัวเอง:

  • "แม้จะไม่รู้จักกัน แต่พอเห็นข่าวนี้ฉันก็แอบร้องไห้ให้คุณ"

  • "วิธีการทำงานล่วงเวลาติดต่อกันแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเลย"

  • "หวังว่าตำรวจทุกท่านจะดูแลตัวเองให้ดีท่ามกลางงานที่รัดตัวนะ"

ตรวจพบแค่ 11 วันก็เสียชีวิต ทำไม "มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน" ถึงอันตรายขนาดนี้? โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน คืออะไร?

ไขกระดูกคือ "โรงงานผลิตเลือด" ของร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ (เม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาว, เกล็ดเลือด) แต่โรคเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันคือการที่โรงงานแห่งนี้เกิดความผิดปกติ และเริ่มผลิต "เซลล์ตัวร้าย" หรือเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวออกมา ซึ่งเซลล์ตัวร้ายเหล่านี้ไม่เพียงแต่เติบโตอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังไปแย่งพื้นที่ฝังตัวของ "เซลล์ดี" ชนิดอื่น ๆ ส่งผลให้เซลล์ปกติในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงต่าง ๆ

เมื่อโรคนี้เกิดขึ้น ร่างกายจะส่ง "สัญญาณเตือน" อะไรบ้าง?

เมื่อเกิดโรคนี้ ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนภัยออกมา ซึ่งอาการจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยมีอาการหลัก ๆ ดังนี้:

  1. ภาวะซีด : เนื่องจากเซลล์ตัวร้ายไปรบกวนสายการผลิตเม็ดเลือดแดง ทำให้ผู้ป่วยมักมีอาการหน้าซีด เล็บซีด ไม่มีแรง ใจสั่น หรือแค่เดินขึ้นบันไดก็หอบเหนื่อย

  2. เลือดออกง่าย : เกล็ดเลือดที่ทำหน้าที่ห้ามเลือดลดจำนวนลง ทำให้เกิดอาการเลือดออกผิดปกติและหยุดยาก เช่น ผิวหน้งมีรอยเขียวช้ำเป็นจ้ำ ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ เลือดกำเดาไหลบ่อย เลือดออกตามไรฟัน ประจำเดือนมามากผิดปกติ หรือเวลาเจาะเลือดแล้วเลือดหยุดไหลยาก

  3. ไข้ขึ้นซ้ำ ๆ : เม็ดเลือดขาวชนิดดีที่ทำหน้าที่เป็น "ทหาร" ปกป้องร่างกายลดลง ทำให้เชื้อโรค เช่น แบคทีเรียและไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ผู้ป่วยจึงมีอาการไข้สูงและติดเชื้อซ้ำ ๆ

  4. อาการอื่น ๆ: เมื่อเซลล์มะเร็งเติบโตในไขกระดูกเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยมักจะรู้สึกปวดกระดูก โดยเฉพาะ "กระดูกหน้าอก" นอกจากนี้ เซลล์ร้ายยังอาจแพร่กระจายไปนอกไขกระดูก เช่น ไปที่เหงือก ทำให้เหงือกบวมโตและหนาขึ้นผิดปกติ

ทำไมถึงเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน?

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งปัจจัยทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ หรืออาจเป็นผลต่อเนื่องมาจากโรคเลือดชนิดอื่น ๆ เช่น ผู้ป่วยบางรายมีปฏิสัมพันธ์ของยีนที่ไวต่อโรค (ปัจจัยภายใน) หรือบางรายมีโอกาสสัมผัสกับสารพิษหรือสารกัมมันตรังสีมากกว่าปกติ (ปัจจัยภายนอก)

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลจนเกินไป เพราะไม่ใช่ว่าการกลายพันธุ์ของยีนทุกครั้ง หรือการสัมผัสสารพิษทุกครั้งจะต้องกลายเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเสมอไป

หากสงสัยว่าเป็นโรคนี้ ควรตรวจอย่างไร? และรักษาหายไหม?

  • หากสงสัย ควรตรวจอะไรบ้าง? หากแพทย์สงสัยว่าเป็นโรคนี้ สิ่งแรกที่จะทำคือ "การเจาะตรวจไขกระดูก" (Bone Marrow Aspiration) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการวินิจฉัยโรค โดยแพทย์จะเจาะเอาของเหลวในไขกระดูกประมาณ 2-3 มิลลิลิตร เพื่อนำไปส่องกล้องจุลทรรศน์ดูรูปร่างและจำนวนเซลล์ รวมถึงตรวจวิเคราะห์ยีนและโครโมโซมต่อไป

  • เป็นแล้วรักษาไม่หายจริงหรือ? ไม่จริงแน่นอน! ในอดีตหลายคนมองว่าโรคนี้เป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน โรคนี้กลายเป็นโรคที่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ โดยมีวิธีรักษาหลัก ๆ ดังนี้:

    • เคมีบำบัด (Chemotherapy): การให้ยาเคมีบำบัดเพื่อกดและทำลาย "เซลล์ตัวร้าย" ให้ลดลงจนร่างกายสามารถกลับมาสร้างเม็ดเลือดได้ตามปกติ จากนั้นจึงให้ยาต่อเนื่องเพื่อกวาดล้างเซลล์ร้ายที่เหลืออยู่ให้หมดไป

    • การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy): เป็นการใช้ยารับประทานเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ป่วยที่มีการกลายพันธุ์ของยีนบางชนิด (เช่น FLT3, IDH1/2) ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดีกว่าและมีผลข้างเคียงน้อยกว่า

    • การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Hematopoietic Stem Cell Transplantation): หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "การปลูกถ่ายไขกระดูก" ซึ่งเป็นวิธีสำคัญที่สุดในการรักษาโรคนี้ให้หายขาด โดยการนำเซลล์ต้นกำเนิดที่แข็งแรง (อาจมาจากตัวผู้ป่วยเองหรือจากผู้บริจาค) เข้าไปทดแทนเพื่อสร้างโรงงานผลิตเลือดแห่งใหม่ที่สมบูรณ์ขึ้นมา

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล