เปิดสถิติ "จุดตัดทางรถไฟ" พิกัดไหนอันตราย เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดในไทย?

เปิดสถิติ "จุดตัดทางรถไฟ" พิกัดไหนอันตราย เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดในไทย?

เปิดสถิติ "จุดตัดทางรถไฟ" พิกัดไหนอันตราย เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดในไทย?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิดพื้นที่เสี่ยง "จุดตัดทางรถไฟ" ระดับดิน หลังโศกนาฏกรรมมักกะสัน สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข 

ไม่ควรมองข้าม! ถอดบทเรียนเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 เปิดโจทย์ความปลอดภัย "จุดตัดทางรถไฟ" ทั่วประเทศ

จากโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญคนกรุง กรณีรถไฟขนส่งสินค้าพุ่งชนรถเมล์ ขสมก. ปรับอากาศ สาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟใกล้สถานีแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน (ช่วงถนนอโศก-ดินแดง) เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งแรงปะทะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก 

ขณะนี้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการกู้ข้อมูลจากกล่องดำของขบวนรถไฟ รวมถึงการตรวจสอบกระแสข่าวเรื่องระบบไม้กั้นในขณะเกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุครั้งใหญ่ใจกลางเมืองในรอบนี้ ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทยอีกครั้งในการทบทวนเรื่องความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศ ว่ามีจุดไหนบ้างที่เป็นพื้นที่เสี่ยง และแนวทางแก้ไขควรไปในทิศทางใด

"ทางลักผ่าน" หนึ่งในสาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางราง

จากการเก็บข้อมูลของกรมการขนส่งทางราง (ขร.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พบว่า ปัญหาเรื่องอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟมักเชื่อมโยงกับปริมาณ "ทางลักผ่าน" (Illegal Crossing)

ทางลักผ่าน คืออะไร? คือทางตัดผ่านรางรถไฟที่เกิดขึ้นจากชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำถนนตัดข้ามรางกันเองตามความสะดวก โดยไม่ได้ขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

  • ความเสี่ยงทางโครงสร้าง: จุดเหล่านี้มักไม่มีเครื่องกั้นอัตโนมัติ หรือไม่มีสัญญาณไฟเตือนสีแดงที่ชัดเจน ปัจจุบันจากการกวดขันและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดจากกรมการขนส่งทางรางระบุว่า ประเทศไทยยังคงมีทางลักผ่านเหลืออยู่ประมาณ 674–688 จุดทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนรถไฟที่หน่วยงานภาครัฐกำลังเร่งสั่งการปิดหรือปรับปรุงให้เป็นทางตัดที่ถูกต้องปลอดภัย

เปิดตัวอย่างพื้นที่เสี่ยงและจุดที่เคยเกิดเหตุรุนแรงในไทย

หากดูจากประวัติการเกิดอุบัติเหตุทางรางที่ผ่านมา ทำเลที่มีลักษณะทางกายภาพเสี่ยงต่อการเกิดเหตุ หรือเคยเกิดเหตุการณ์รุนแรง สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะหลักๆ ดังนี้:

1. โซนกรุงเทพฯ และปริมณฑล: พื้นที่การจราจรหนาแน่น

ในเขตเมืองหลวง แม้จุดตัดส่วนใหญ่จะมีระบบเครื่องกั้นและสัญญาณไฟที่ชัดเจน แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่จราจรคับคั่ง จึงมักเกิดความเสี่ยงจากลักษณะทางกายภาพ เช่น:

  • จุดตัดทางรถไฟมักกะสัน (ถนนอโศก-ดินแดง): จุดเกิดเหตุล่าสุด ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อใจกลางเมืองที่มีปริมาณรถยนต์สัญจรหนาแน่นตลอดทั้งวัน ในช่วงเวลาเร่งด่วนมักมีรถติดสะสมยาวคร่อมทางรถไฟ และทัศนวิสัยบางมุมอาจถูกรถขนาดใหญ่บดบัง

  • จุดตัดบริเวณห้าแยก ณ ระนอง (คลองเตย): อีกหนึ่งพิกัดที่มีรถบรรทุกขนาดใหญ่และรถยนต์ส่วนบุคคลหนาแน่น มักมีความเสี่ยงในช่วงที่การจราจรติดขัดจนรถไม่สามารถขยับตัวพ้นจากทางรถไฟได้ทันเวลาสัญญาณไฟเปลี่ยน

  • จุดตัดทางเข้า-ออกชุมชน (โซนพญาไท และฝั่งธนบุรี): มักมีทางลักผ่านขนาดเล็กชอนไชเข้าชุมชน ซึ่งผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์หรือคนเดินเท้าอาจใช้ความคุ้นชินในการข้ามตัดหน้าขบวนรถไฟในระยะกระชั้นชิด

2. โซนต่างจังหวัด: พื้นที่ทัศนวิสัยจำกัดและลาดชัน

สำหรับพื้นที่ต่างจังหวัด มักเกิดอุบัติเหตุรุนแรงเนื่องจากขบวนรถไฟใช้ความเร็วสูงในการเดินทางไกล และมักเป็นจุดตัดที่ไม่มีเครื่องกั้นอัตโนมัติ เช่น:

  • จังหวัดฉะเชิงเทรา (เช่น จุดตัดสถานีคลองแขวงกลั่น): พื้นที่ที่เคยเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในอดีต ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพเป็นเนินลาดชันและมุมอับสายตา บดบังทัศนวิสัยในการมองเห็นขบวนรถไฟที่วิ่งมาด้วยความเร็ว

  • เส้นทางรถไฟสายเหนือและสายใต้ (ในเขตชุมชนเกษตรกรรม): หลายจุดมีต้นไม้ วัชพืช หรือสิ่งปลูกสร้างของเอกชนขึ้นรกรุงรังบดบังมุมมองสายตาของผู้ขับขี่รถยนต์ก่อนถึงทางตัดเสมอระดับดิน

ถอดบทเรียนพฤติกรรมการขับขี่เพื่อความปลอดภัย

นอกเหนือจากปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานและทัศนวิสัยแล้ว รายงานวิเคราะห์อุบัติเหตุส่วนใหญ่จากฝ่ายความปลอดภัย รฟท. มักชี้ให้เห็นถึงข้อควรระวังในพฤติกรรมการขับขี่ที่ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องพึงระวังเป็นพิเศษ:

  1. การขับขี่ด้วยความคุ้นชิน: ผู้ขับขี่ในท้องถิ่นมักเกิดความชะล่าใจคิดว่าเวลานี้จะไม่มีขบวนรถไฟวิ่งผ่าน จึงขับผ่านจุดตัดไปโดยไม่ได้ชะลอความเร็วเพื่อหยุดสังเกตสัญญาณไฟหรือฟังเสียงหวีดรถไฟ

  2. การจอดรถติดสะสมคร่อมทางรถไฟ: ในขณะที่การจราจรด้านหน้าติดขัด ผู้ขับขี่หลายคนตัดสินใจขับรถขึ้นไปจอดต่อท้ายคันหน้าในลักษณะที่ตัวรถยังอยู่บนรางรถไฟ ซึ่งเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือมีขบวนรถไฟมา จะไม่สามารถขยับรถหนีไปไหนได้เลย

บทสรุปและข้อคิดเตือนใจ

โศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์สาย 206 บริเวณมักกะสันในครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจราคาแพงให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน เนื่องจากขบวนรถไฟมีน้ำหนักมหาศาลและจำเป็นต้องใช้ระยะเบรกไม่ต่ำกว่า 500-1,000 เมตร ไม่สามารถหยุดรถได้ทันที ดังนั้น ทุกครั้งที่ต้องขับรถผ่านจุดตัดทางรถไฟ ไม่ว่าจะมีไม้กั้นหรือไม่มี สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ชะลอ หยุดรถมองซ้าย-ขวาให้แน่ใจ และห้ามจอดรถติดคาบนรางเด็ดขาด" เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตัวคุณเองและผู้ร่วมทาง

 

แหล่งอ้างอิงข้อมูล (References):

  • สำนักข่าว Thai PBS - รายงานข่าวเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์สาย 206 บริเวณมักกะสัน วันที่ 16 พ.ค. 2569

  • หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ - รายงานสรุปยอดผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บ 32 ราย และการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

  • ข้อมูลสถิติจุดตัดและทางลักผ่าน - กรมการขนส่งทางราง (ขร.) และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล