ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด "ริดสีดวงทวาร" หรือ "มะเร็งลำไส้" หมอชี้จุดสังเกต ต่างกันยังไง?

หมอเตือน อย่าคิดว่าเลือดออกตอนถ่ายคือริดสีดวงเสมอไป อาจเป็น “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ที่ส่งสัญญาณเงียบ ชี้จุดสังเกตทั้ง 2 โรค ต่างกันยังไง?
หลายคนเมื่อพบเลือดปนมากับอุจจาระ มักรีบสรุปทันทีว่าเป็น “ริดสีดวงทวาร” แล้วปล่อยผ่านโดยไม่ตรวจเพิ่มเติม แต่ล่าสุด ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก “ชุง ยุน-นี” ออกมาเตือนว่า อาการดังกล่าวอาจไม่ใช่แค่ริดสีดวงธรรมดา เพราะในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง” ที่หลายคนมองข้าม
แพทย์ระบุว่า โรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่จำนวนมากมักเริ่มต้นแบบเงียบ ๆ ไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก กว่าผู้ป่วยจะเริ่มรู้ตัว หลายครั้งโรคอาจลุกลามไปมากแล้ว จึงไม่ควรวินิจฉัยอาการด้วยตัวเองเพียงเพราะเห็นเลือดสีแดงสดหลังเข้าห้องน้ำ
เลือดในอุจจาระ แบบไหนเสี่ยงริดสีดวง แบบไหนต้องระวังมะเร็ง?
ชุง ยุน-นี อธิบายว่า อาการของริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้บางส่วนมีความคล้ายกัน โดยเฉพาะ “เลือดสีแดงสด” หลังขับถ่าย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด
หากเป็นริดสีดวงหรือแผลปริบริเวณทวารหนัก มักมีอาการร่วม เช่น ปวด แสบ คัน บวม หรือรู้สึกเหมือนถูกกระดาษบาดขณะถ่ายอุจจาระ เลือดมักออกเฉพาะช่วงหลังถ่ายเสร็จ ไม่ได้ปนในเนื้ออุจจาระ
แต่ในกรณีของมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งไส้ตรง อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ถ่ายผิดปกติเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย มีมูกปนในอุจจาระ ปวดท้อง ท้องอืด ถ่ายไม่สุด น้ำหนักลด อ่อนเพลีย หรือมีภาวะโลหิตจาง
แพทย์เตือนว่า หากลักษณะอุจจาระเริ่มเปลี่ยนไปต่อเนื่อง เช่น อุจจาระเล็กลง เหลวลง หรือมีอาการผิดปกตินานเกิน 2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยไว้ เพราะอาจเป็นสัญญาณมะเร็งลำไส้
อายุเกิน 50 ปี ควรตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระเป็นประจำ เพราะเป็นหนึ่งในวิธีคัดกรองมะเร็งลำไส้ที่สำคัญ หากผลตรวจพบความผิดปกติ ควรเข้ารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพิ่มเติม
แม้หลายคนจะกังวลเรื่องการเตรียมล้างลำไส้ก่อนส่องกล้อง แต่แพทย์ย้ำว่า การส่องกล้องมีข้อดีสำคัญคือสามารถพบ “ติ่งเนื้อ” ที่อาจพัฒนาเป็นมะเร็งในอนาคต และตัดออกได้ก่อนโรคลุกลาม
ป้องกันลำไส้พัง เริ่มจากเรื่องง่ายในชีวิตประจำวัน
นอกจากการตรวจคัดกรองแล้ว การดูแลระบบขับถ่ายก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยแพทย์แนะนำให้รับประทานผัก ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเพิ่มใยอาหารในแต่ละวัน
หนึ่งในอาหารที่ถูกพูดถึงคือ “ถั่วลันเตา” หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “ถั่วสามสี” แม้บางคนอาจไม่ชอบ แต่แท้จริงแล้วเป็นแหล่งไฟเบอร์สูง โดยถั่วลันเตา 100 กรัม มีใยอาหารประมาณ 8.6 กรัม ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น
นั่งชักโครกเล่นมือถือ เสี่ยงริดสีดวงโดยไม่รู้ตัว
ชุง ยุน-นี ยังฝากเตือนพฤติกรรมที่หลายคนทำเป็นประจำ คือการนั่งเล่นโทรศัพท์ในห้องน้ำนานเกินไป เพราะอาจเพิ่มแรงดันบริเวณทวารหนักและเพิ่มความเสี่ยงโรคริดสีดวงทวาร
แพทย์แนะนำว่า ควรเข้าห้องน้ำเมื่อรู้สึกปวดจริง และเมื่อขับถ่ายเสร็จควรลุกทันที ไม่ควรนั่งต่อจนจาก 5 นาที กลายเป็น 15 นาทีโดยไม่จำเป็น
ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า หากพบความผิดปกติใด ๆ เกี่ยวกับการขับถ่าย อย่าอายที่จะพบแพทย์ เพราะการตรวจเร็วอาจช่วยป้องกันโรคร้ายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี