กิน "น้ำส้มสายชู" 6 เดือน จะเกิดอะไรขึ้น? ชายวัย 55 เติมในทุกเมนู ไปพบแพทย์ ผลลัพธ์ช็อก!

กิน "น้ำส้มสายชู" 6 เดือน จะเกิดอะไรขึ้น? ชายวัย 55 เติมในทุกเมนู ไปพบแพทย์ ผลลัพธ์ช็อก!

กิน "น้ำส้มสายชู" 6 เดือน จะเกิดอะไรขึ้น? ชายวัย 55 เติมในทุกเมนู ไปพบแพทย์ ผลลัพธ์ช็อก!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หมอเตือน ความเชื่อผิดๆ ดื่มน้ำส้มสายชู หวังล้างหลอดเลือด ละลายไขมัน ชายกิน 6 เดือน สุดท้ายผลตรวจพัง ไขมันพุ่งไม่รู้ตัว

กระแสความเชื่อเรื่องการดื่มน้ำส้มสายชูเพื่อช่วย “ทำให้หลอดเลือดอ่อนนุ่ม” หรือช่วยลดไขมันในเลือด ถูกพูดถึงมานานในโลกออนไลน์ แต่แพทย์เตือนว่าแนวคิดดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันชัดเจน และหากใช้ผิดวิธีอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

กรณีตัวอย่างเกิดขึ้นกับชายวัย 55 ปี ชาวจีน ที่เชื่อว่าน้ำส้มสายชูคือเคล็ดลับดูแลหัวใจและหลอดเลือด เขาจึงเติมน้ำส้มสายชูลงในอาหารแทบทุกมื้อ พกติดตัวไว้ใช้ตลอดทั้งวันที่บ้าน ที่ทำงาน และร้านอาหาร โดยเชื่อว่ายิ่งกินมากยิ่งดี

กินต่อเนื่อง 6 เดือน ก่อนผลตรวจทำช็อก

หลังทำพฤติกรรมดังกล่าวต่อเนื่องนาน 6 เดือน เขาเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี แต่ผลที่ได้กลับไม่เป็นอย่างหวัง เมื่อพบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์และไขมัน LDL อยู่ในเกณฑ์สูง อีกทั้งยังมีภาวะไขมันพอกตับเล็กน้อย รวมถึงความดันโลหิตต่ำผิดปกติ

เจ้าตัวถึงกับตั้งคำถามกับแพทย์ว่า เหตุใดจึงยังมีปัญหาเรื่องหลอดเลือด ทั้งที่บริโภคน้ำส้มสายชูเป็นประจำทุกวัน

แพทย์ย้ำชัด น้ำส้มสายชูคือเครื่องปรุง ไม่ใช่ยา

แพทย์อธิบายว่า น้ำส้มสายชูเป็นเพียงเครื่องปรุงรส ไม่ใช่ยารักษาโรค และปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการแพทย์อย่างเป็นทางการที่รับรองว่า การดื่มน้ำส้มสายชูทุกวันสามารถละลายคราบไขมันในหลอดเลือด หรือทำให้หลอดเลือดแข็งตัวกลับมาอ่อนนุ่มได้

สิ่งสำคัญคือ หากยังรับประทานอาหารทอด อาหารไขมันสูง เนื้อสัตว์ติดมัน เครื่องใน หรืออาหารเค็มจัด ต่อให้เติมน้ำส้มสายชูมากเพียงใด ก็ไม่สามารถชดเชยพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสมได้

กินมากเกินไป เสี่ยงกระเพาะพัง กระทบกระดูก

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า การใช้น้ำส้มสายชูมากเกินไป โดยเฉพาะดื่มขณะท้องว่าง หรือใช้ชนิดเข้มข้น อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น

  • ระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหาร
  • เสี่ยงกระเพาะอักเสบหรือแผลในกระเพาะ
  • แสบท้อง กรดไหลย้อน
  • อาจกระทบความหนาแน่นของกระดูก หากใช้ต่อเนื่องนาน
  • กัดกร่อนเคลือบฟัน หากดื่มโดยตรงเป็นประจำ

ใช้อย่างไรให้เหมาะสม

แม้น้ำส้มสายชูไม่ใช่ยาวิเศษ แต่หากใช้ในปริมาณเหมาะสมก็มีประโยชน์ในฐานะเครื่องปรุง เช่น ช่วยเพิ่มรสชาติอาหาร ทำให้ลดการใช้เกลือ และอาจช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลหลังมื้ออาหารบางประเภท

ปริมาณที่เหมาะสมโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 5-10 มิลลิลิตรต่อวัน หรือราว 1 ช้อนชาถึง 1 ช้อนโต๊ะ และควรใช้ผสมอาหาร ไม่ควรดื่มตรง ๆ

ถ้าอยากดูแลหลอดเลือด ควรทำแบบนี้แทน

แพทย์แนะนำว่า วิธีดูแลหัวใจและหลอดเลือดที่ได้ผลจริง ควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรมระยะยาว ได้แก่

  • ลดอาหารทอด ไขมันสูง และอาหารแปรรูป
  • เพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี
  • เลือกโปรตีนไม่ติดมัน เช่น ปลา ไข่ เนื้อไม่ติดมัน
  • จำกัดเกลือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ

บทสรุป

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อด้านสุขภาพที่ส่งต่อกันโดยไม่มีข้อมูลรองรับ อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดและดูแลตัวเองไม่ตรงจุด น้ำส้มสายชูอาจเป็นเครื่องปรุงที่มีประโยชน์เมื่อใช้พอดี แต่ไม่ใช่ทางลัดรักษาหลอดเลือด การกินสมดุล ออกกำลังกาย และพบแพทย์ตามนัด ยังคงเป็นวิธีดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล