กินของหวานช่วงมีเมนส์จะไม่อ้วนจริงไหม? หมอเผยความจริงอันโหดร้าย 3 ประการ

กินของหวานช่วงมีเมนส์จะไม่อ้วนจริงไหม? หมอเผยความจริงอันโหดร้าย 3 ประการ

กินของหวานช่วงมีเมนส์จะไม่อ้วนจริงไหม? หมอเผยความจริงอันโหดร้าย 3 ประการ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ความเชื่อ "กินของหวานช่วงมีประจำเดือนแล้วไม่อ้วน" จริงไหม? แพทย์มาตอบชัด

ผู้หญิงหลายคนมักมีความเชื่อว่าในช่วงที่มีประจำเดือน ร่างกายจะมีระบบเผาผลาญที่ทำงานหนักขึ้นจนสามารถรับประทานของหวานได้ตามใจชอบโดยไม่ต้องกลัวอ้วน แต่ความจริงแล้วนี่อาจเป็นเพียงการปลอบใจตัวเองที่นำไปสู่ปัญหาล้นเกินของแคลอรีและไขมันสะสมได้

พญ.สวู่ ซูหัว แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว จากไต้หวัน ได้ออกมาไขข้อสงสัยผ่านสื่อ ETtoday ถึง 3 ความจริงสุดโหดที่สาวๆ ต้องเผชิญในช่วงก่อนและระหว่างมีรอบเดือน พร้อมแนะวิธีรับมือกับอาการอยากอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ความสุขชั่วคราวจากการกินกลายเป็นภาระต่อร่างกายในภายหลัง

iStockphoto

ไขข้อสงสัย: กินของหวานช่วงมีเมนส์ไม่อ้วนจริงหรือ?

พญ.สวู่ ซูหัว ระบุชัดเจนว่าความเชื่อที่ว่า "กินของหวานช่วงมีประจำเดือนแล้วไม่อ้วน" นั้นเป็นเรื่อง "ผิด" โดยเธอได้วิเคราะห์ประเด็นสำคัญไว้ดังนี้:

  • อัตราการเผาผลาญเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย: แม้ในช่วงระยะลูเตียล อัตราการเผาผลาญพื้นฐานจะเพิ่มขึ้น แต่ก็เพิ่มเพียงประมาณ 100-300 แคลอรีต่อวันเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าปริมาณแคลอรีในชานมไข่มุกหรือชีสเค้กเพียงหนึ่งชิ้นที่อาจสูงถึง 500 แคลอรี
  • น้ำหนักที่ลดลงไม่ใช่ไขมัน: หลายคนรู้สึกว่าหลังหมดประจำเดือนน้ำหนักจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่อันที่จริงนั่นคือการขับน้ำส่วนเกินที่เคยค้างอยู่ในร่างกาย (อาการลดบวม) ไม่ใช่การหายไปของไขมันที่มาจากการกินของหวาน
  • น้ำตาลนำไปสู่ความหงุดหงิด: การพึ่งพาของหวานเพื่อปลอบประโลมจิตใจจะทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงและตกลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้าและโกรธง่ายขึ้นกว่าเดิม

สาเหตุที่ผู้หญิงมักหิวบ่อยในช่วงก่อนมีประจำเดือน เกิดจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ส่งผลต่อ "เซโรโทนิน" หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ประกอบกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เปลี่ยนแปลงความไวของอินซูลิน ทำให้สมองสั่งการให้โหยหาอาหารพลังงานสูงโดยสัญชาตญาณ

iStockphoto

4 เคล็ดลับรับมืออาการ "อยากกิน" อย่างชาญฉลาด

เพื่อให้สาวๆ สามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้โดยที่สุขภาพและรูปร่างไม่พัง แพทย์ได้ให้คำแนะนำในการเลือกรับประทานอาหารทดแทนดังนี้:

  1. เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน: แทนที่จะกินน้ำตาลขัดสี ให้เปลี่ยนเป็นมันเทศเผา ข้าวโอ๊ต หรือเกาลัดคั่ว ซึ่งจะช่วยปลดปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ ทำให้รู้สึกอิ่มและมีความสุขยาวนานกว่า
  2. เลือกดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้น: หากอยากกินช็อกโกแลต ให้เลือกแบบที่มีความเข้มข้น 80-90% ขึ้นไป โดยจำกัดปริมาณ 15-30 กรัมต่อวัน และใช้วิธีอมให้ละลายในปากช้าๆ จะช่วยให้รู้สึกพึงพอใจมากกว่าการเคี้ยวช็อกโกแลตนม
  3. เน้นอาหารที่ต้องเคี้ยวและมีแคลเซียม: เช่น ถั่วอบไม่ใสเกลือ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือผักแท่ง เนื่องจากแคลเซียมช่วยคลายความวิตกกังวล และผักอย่างแตงกวาจะช่วยขับโซเดียมส่วนเกิน ลดอาการบวมน้ำได้ดี
  4. เพิ่มสัดส่วนโปรตีนในมื้อหลัก: รับประทานเนื้อไก่ ปลา ไข่ หรือเต้าหู้ให้มากขึ้น เพราะโปรตีนใช้เวลาในการย่อยนาน หากอิ่มจากมื้อหลักแล้ว ความอยากทานขนมขบเคี้ยวจะลดลงโดยธรรมชาติ

พญ.สวู่ ซูหัว ทิ้งท้ายว่า อาการหิวก่อนมีประจำเดือนเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายที่เตรียมพร้อมสำหรับการสร้างชีวิตใหม่ สาวๆ จึงไม่ควรเครียดจนเกินไป เพียงแค่รู้จัก "เลือกกิน" สิ่งที่ถูกต้องก็สามารถช่วยคลายหิวได้โดยไม่ทำร้ายสุขภาพ

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล