สาวมีรอยช้ำทั่วตัว เลือดออกช่องคลอด แฟนหนุ่มเกือบเป็นจำเลย ผลตรวจเลือดพลิกคดี!

สาวมีรอยช้ำทั่วตัว เลือดออกช่องคลอด แฟนหนุ่มเกือบกลายเป็นผู้ต้องหา ผลตรวจเลือดพลิกคดี ไม่ได้ถูกทำร้าย!
นพ. ชินจื้อจิน (Dr. Chen Chih-chin) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชบำบัดวิกฤตชื่อดัง ได้แชร์เรื่องราวเคสผู้ป่วยจากเมื่อ 20 ปีก่อนลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเป็นบทเรียนราคาแพงทางด้านการแพทย์และสะท้อนมุมมองของมนุษย์ โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นผู้หญิงวัย 30 ปีเศษ ถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินในสภาพหมดสติและมีเลือดออกหลายจุดทั่วร่างกาย จนทั้งครอบครัวและทีมแพทย์พากันสงสัยว่าเธอถูกแฟนหนุ่มที่อาศัยอยู่ด้วยกันทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง
นพ. ชินจื้อจิน ย้อนรำลึกว่า ขณะนั้นผู้ป่วยถูกส่งตัวมาในสภาพช็อก ความดันโลหิตต่ำ และสิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือตามลำตัวและแขนขามีรอยจ้ำเลือดสีม่วงขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีเลือดซึมออกมาจากดวงตา รูจมูก และจุดซ่อนเร้น บรรยากาศในห้องฉุกเฉินเต็มไปด้วยความตึงเครียด พี่สาวของผู้ป่วยต่อว่าแฟนหนุ่มของผู้ป่วยต่อหน้าสาธารณชน โดยปักใจเชื่อว่าฝ่ายชายที่ตกงานและให้น้องสาวเลี้ยงดูเป็นคนลงมือใช้กำลังจนบาดเจ็บสาหัส ซึ่งชายคนดังกล่าวทำได้เพียงปฏิเสธด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวว่า "ผมไม่ได้ทำ" แต่ไม่มีใครยอมรับฟัง
ผลตรวจชี้ชัดไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย แต่เป็นภาวะติดเชื้อรุนแรง
แม้ในตอนแรกทีมแพทย์จะสงสัยเรื่องการถูกทำร้ายร่างกาย แต่เมื่อทำการตรวจคอมพิวเตอร์สแกน (CT Scan) กลับพบว่าสมอง ทรวงอก และช่องท้องไม่มีจุดเลือดออก อีกทั้งไม่มีรอยกระดูกหักหรืออวัยวะภายในฉีกขาด ผลตรวจห้องปฏิบัติการเผยให้เห็นความจริงที่น่ากลัวว่า ระบบการแข็งตัวของเลือดของผู้ป่วยล้มเหลวโดยสิ้นเชิงและค่าการอักเสบพุ่งสูงมาก ซึ่งชี้ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่การบาดเจ็บจากแรงกระแทก แต่เป็นอาการ "ภาวะลิ่มเลือดแพร่กระจายในหลอดเลือด" (DIC) ที่เกิดจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง
ทีมแพทย์พยายามอธิบายให้ญาติฟังว่ารอยจ้ำสีม่วงและเลือดที่ออกตามร่างกายอาจเกิดจากโรค ไม่ใช่การถูกทำร้าย แต่ครอบครัวที่กำลังโกรธแค้นกลับต้องการหาตัว "ผู้รับผิดชอบ" มากกว่าการทำความเข้าใจข้อเท็จจริงทางการแพทย์ แม้แพทย์จะพยายามช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ ทั้งการใช้ยากระตุ้นความดันขั้นสูงสุด ให้ยาปฏิชีวนะประสิทธิภาพสูง และให้เลือดทดแทน แต่ผู้ป่วยได้เสียชีวิตลงหลังจากเข้ารับการรักษาเพียง 11 ชั่วโมง
3 วันผ่านไป ผลเลือดเฉลย "นักฆ่า" ที่แท้จริงคือไข้กาฬหลังแอ่น
หลังจากผู้ป่วยเสียชีวิตไปได้ 3 วัน ผลการเพาะเชื้อในเลือดจึงออกมาเป็นคำตอบสุดท้ายว่า สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากเชื้อ "ไข้กาฬหลังแอ่น" (Neisseria meningitidis) หรือเชื้อเมนิงโกค็อกคัส นพ. ชินจื้อจิน อธิบายว่าเชื้อชนิดนี้มักจะจู่โจมเข้ากระแสเลือดโดยตรงจนเกิดภาวะโลหิตเป็นพิษอย่างรุนแรง (Meningococcemia) ส่งผลให้มีรอยจ้ำเลือดขนาดใหญ่ใต้ผิวหนังและมีเลือดออกตามทวารต่างๆ ซึ่งลักษณะภายนอกนั้นเหมือนกับการถูกทารุณกรรมอย่างมาก
ทำความรู้จัก "ไข้กาฬหลังแอ่น" มฤตยูเงียบที่คร่าชีวิตใน 24 ชั่วโมง
ไข้กาฬหลังแอ่นเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ซึ่งสามารถก่อโรครุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงหากรักษาไม่ทันท่วงที โดยเชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านการไอ จาม หรือการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ มักพบการระบาดในสถานที่แออัด เช่น โรงเรียน หอพัก หรือค่ายทหาร
อาการและการดำเนินโรคที่รวดเร็ว:
- ระยะเริ่มต้น: มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- ระยะวิกฤต (ภายใน 24 ชั่วโมง): หากเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง ซึม และหมดสติ
- ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด: จะปรากฏผื่นจ้ำเลือดตามตัว เกิดอาการช็อก และอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว
แนวทางการป้องกันและการฉีดวัคซีน
ปัจจุบันไข้กาฬหลังแอ่นสามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด และการรับวัคซีนป้องกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ดังนี้
- วัคซีนสายพันธุ์ B (MenB): สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป
- วัคซีนสายพันธุ์ A, C, W, Y: สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
กลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาเข้ารับวัคซีน ได้แก่ ผู้ที่มีการทำงานของม้ามบกพร่อง ผู้ที่มีภาวะพร่องคอมพลีเมนต์ วัยรุ่นที่ต้องไปศึกษาต่อและอาศัยอยู่ในหอพักรวม รวมถึงผู้ที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับชนิดของวัคซีนที่เหมาะสมก่อนเข้ารับบริการ

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี