สะเทือนใจ แม่วิดีโอคอลคุยกับลูกชายทุกวัน โดยไม่รู้ว่า "ลูกตายไปแล้ว" นานกว่า 1 ปี

สะเทือนใจ แม่วิดีโอคอลคุยกับลูกชายทุกวัน โดยไม่รู้ว่า "ลูกตายไปแล้ว" นานกว่า 1 ปี

สะเทือนใจ แม่วิดีโอคอลคุยกับลูกชายทุกวัน โดยไม่รู้ว่า "ลูกตายไปแล้ว" นานกว่า 1 ปี
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สะเทือนใจ แม่วัย 80 วิดีโอคอลคุยกับลูกชายทุกวัน โดยไม่รู้ว่าแท้จริงลูกชายเสียชีวิตไปนานกว่า 1 ปีแล้ว

เรื่องราวสุดสะเทือนใจในประเทศจีน เมื่อคุณยายวัย 80 กว่าปี ไม่ได้เจอลูกชายมานานกว่า 1 ปีเต็ม แต่ยังมีโอกาสได้พูดคุยผ่านวิดีโอคอลกันอยู่เสมอ โดยลูกชายมักจะคอยบอกให้คุณแม่ดูแลสุขภาพ และสัญญาว่าจะกลับบ้านไปทดแทนพระคุณในสักวันหนึ่ง แต่ความจริงที่แสนโหดร้ายคือ ลูกชายของเธอได้จากโลกนี้ไปนานถึง 1 ปีแล้ว

รายงานจากสำนักข่าว Litchi News (荔枝新闻) ของจีนระบุว่า เมื่อหนึ่งปีก่อน ลูกชายของครอบครัวนี้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตกะทันหัน ทำให้สมาชิกในบ้านต่างโศกเศร้าเสียใจอย่างหนัก แต่ด้วยความที่ผู้เป็นแม่มีอายุมาก ร่างกายอ่อนแอ และสภาพจิตใจเปราะบาง ทางครอบครัวจึงตัดสินใจปิดบังข่าวการเสียชีวิตนี้ไว้ เพราะเกรงว่าคุณยายจะรับความจริงไม่ไหวจนเกิดอาการทรุดหนัก

ใช้เทคโนโลยี "ชุบชีวิต" คนตายผ่านหน้าจอ

เพื่อทำให้คำโกหกแนบเนียน ทางครอบครัวได้ติดต่อไปยังทีมงานของ จาง เจ๋อเหว่ย (Zhang Zewei) ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีวัยรุ่น โดยได้รวบรวมข้อมูลของลูกชายที่เสียชีวิต ทั้งรูปภาพ คลิปวิดีโอ คลิปเสียง และสำเนียงภาษาถิ่น ส่งให้ทีมงานเพื่อสร้างภาพจำลองเสมือนจริงที่สามารถโต้ตอบได้แบบเรียลไทม์ หรือที่เรียกว่าเทคโนโลยีบริการด้านอารมณ์ความรู้สึก

หลังจากใช้เวลาพัฒนาอยู่ราวครึ่งเดือน ทีมงานสามารถถอดแบบทั้งรูปร่างหน้าตา น้ำเสียง โทนการพูด แม้กระทั่งคำติดปากและท่าทางเล็กๆ น้อยๆ ของลูกชายออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ จากนั้นครอบครัวจึงอ้างกับคุณยายว่า ลูกชายไปทำงานต่างเมือง งานยุ่งมากจนกลับบ้านไม่ได้ จึงทำได้เพียงแค่วิดีโอคอลหากันเท่านั้น

ตั้งแต่นั้นมา การคุยโทรศัพท์จึงกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของคุณยาย ทุกเช้าเธอจะถามไถ่ว่ากินข้าวหรือยัง อากาศหนาวก็บอกให้ใส่เสื้อผ้าหนาๆ คอยบ่นผ่านหน้าจอแท็บเล็ตเสมอว่าอย่าอดหลับอดนอนและให้ดูแลตัวเองดีๆ ขณะที่ "ลูกชาย AI " ก็จะคอยตอบกลับด้วยความอ่อนโยนเสมอว่า "ผมสบายดีครับแม่" "แม่ดูแลตัวเองด้วยนะ" หรือ "รอผมหาเงินได้เยอะๆ แล้วจะกลับไปทดแทนบุญคุณนะครับ"

ความรัก ความลับ และข้อถกเถียงในสังคม

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา คุณยายมักจะลูบหน้าจอพร้อมกับเรียกชื่อเล่นของลูกชายด้วยน้ำตาคลอเบ้า แต่การมี AI คอยอยู่เป็นเพื่อน ก็ทำให้คุณยายเลิกร้องไห้เศร้าโศก เริ่มกลับมาทานอาหารและใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง ในขณะที่คนอื่นๆ ในครอบครัวก็คอยปกป้องความลับนี้ไว้อย่างเงียบๆ แม้จะเจ็บปวดที่เห็นความคิดถึงของคุณยาย แต่ก็โล่งใจที่เทคโนโลยีช่วยบรรเทาความสูญเสียได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ด้านจริยธรรมอย่างกว้างขวาง โดยแบ่งความคิดเห็นออกเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่

  • ฝ่ายที่เห็นด้วย: มองว่าเทคโนโลยี AI ช่วยเป็นที่พึ่งทางใจให้กับกลุ่มคนที่มีสภาพจิตใจเปราะบาง ถือเป็นพื้นที่หลบภัยทางดิจิทัลในยุคปัจจุบัน
  • ฝ่ายที่กังวล: มองว่าการพึ่งพาโลกเสมือนจริงมากเกินไป อาจเป็นอุปสรรคต่อการเยียวยาจิตใจในระยะยาว และหากวันหนึ่งความจริงถูกเปิดเผย อาจสร้างบาดแผลในใจที่ลึกกว่าเดิม รวมถึงกังวลเรื่องการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด

ผู้สร้าง AI นิยามตัวเองเป็น "คนหลอกลวงความรู้สึก"

จาง เจ๋อเหว่ย ชายหนุ่มผู้สร้างเทคโนโลยีชุบชีวิตผู้ล่วงลับ ยอมรับตามตรงว่า "ผมก็เป็นแค่คนหลอกลวงความรู้สึกคนอื่นนั่นแหละครับ" เขาเล่าว่าตนเองทำงานในวงการนี้มา 3 ปีแล้ว จุดเริ่มต้นมาจากพ่อของเพื่อนสนิทเสียชีวิต ครอบครัวจึงอยากสร้าง AI ลูกชายขึ้นมาเพื่อให้คุณย่าสบายใจและมีกำลังใจใช้ชีวิตต่อไป ซึ่งเขายอมรับว่าตอนแรกลังเลใจมาก เพราะมันคือการหลอกลวง แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็ช่วยรักษาสภาพจิตใจของคนในครอบครัวไว้ได้จริงๆ

นอกจากนี้ เขายังเล่าถึงเคสอื่นๆ ที่เคยให้บริการ เช่น:

  • ลูกค้าที่ขอให้สร้าง AI ของลูกสาววัย 9 ขวบที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยมีการกำหนดเส้นทางชีวิตในอนาคตให้ด้วย เช่น เรียนโรงเรียนอะไร ใส่ชุดแบบไหน รวมถึงให้ AI ลูกสาวไปเรียนทักษะพิเศษเพิ่มเติม
  • ลูกค้าที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเนื่องจากการจากไปของคุณพ่อ แต่ท้ายที่สุดก็สามารถก้าวผ่านโรคซึมเศร้ามาได้ หลังจากใช้เทคโนโลยี AI จำลองภาพและเสียงของคุณพ่อขึ้นมาเยียวยาจิตใจ

จาง เจ๋อเหว่ย ย้ำทิ้งท้ายว่า หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือการรับใช้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากการสูญเสีย โดยทีมงานยังคงยึดมั่นในขอบเขตทางจริยธรรมอย่างเคร่งครัด และหลังจากส่งมอบงานแล้ว จะพยายามไม่กลับไปรบกวนลูกค้าอีก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อครอบครัว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล