ศาลสั่งจำคุก "สนธิ ลิ้มทองกุล" 4 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นฯ "ธนกร"

ศาลสั่งจำคุก “สนธิ ลิ้มทองกุล” 4 เดือน คดีหมิ่นประมาท ไม่รอลงอาญา
ศาลอาญามีคำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาทที่ถูกจับตา เมื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ต้องโทษจำคุก 4 เดือนโดยไม่รอลงอาญา จากกรณีถูกฟ้องร้องโดย “ธนากร นันที” หลังเห็นว่าการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสาธารณะสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก โดยนายสนธิพร้อมทนายความเดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ห้องพิจารณา 714 ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและผู้ติดตามคดี
ที่มาของคดีหมิ่นประมาท
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่นายสนธิได้เผยแพร่หรือแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสาธารณะ ซึ่งนายธนากรในฐานะผู้เสียหายเห็นว่าเนื้อหาดังกล่าวมีลักษณะพาดพิง และส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และความน่าเชื่อถือของตน
ด้วยเหตุนี้ นายธนากรจึงใช้สิทธิตามกฎหมาย ยื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อศาลอาญา เพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดหรือไม่
ฝ่ายจำเลยยืนยันแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
ในระหว่างการพิจารณาคดี นายสนธิในฐานะจำเลยให้การต่อสู้ว่า การแสดงความคิดเห็นของตนเป็นไปโดยสุจริต และอยู่ภายใต้กรอบสิทธิในการแสดงความคิดเห็นตามกฎหมาย ไม่ได้มีเจตนาทำให้ผู้อื่นเสียหาย
อย่างไรก็ตาม ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงโดยรอบ ก่อนมีคำพิพากษาออกมาในที่สุด
ศาลชี้ผิดมาตรา 328 ลดโทษเหลือ 4 เดือน
ศาลมีคำพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 โดยกำหนดโทษจำคุก 6 เดือน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ศาลจึงลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือจำคุก 4 เดือน และไม่รอลงอาญา
นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งเพิ่มเติมให้จำเลยดำเนินการดังนี้
- ลงคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์จำนวน 7 ฉบับ โดยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
- ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2 ล้านบาท
- ชำระค่าทนายความของโจทก์จำนวน 20,000 บาท
สำหรับคำขออื่นนอกเหนือจากนี้ ศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
อยู่ระหว่างยื่นประกันตัว คดีจับตาต่อเนื่อง
ภายหลังศาลมีคำพิพากษา ทนายความและญาติของนายสนธิอยู่ระหว่างดำเนินการยื่นขอประกันตัวชั่วคราว โดยความคืบหน้าในขั้นตอนดังกล่าวยังต้องติดตามต่อไป
คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างของการใช้สิทธิทางกฎหมายในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้อื่น
คำพิพากษาครั้งนี้ย้ำชัดว่าการสื่อสารในที่สาธารณะ โดยเฉพาะผ่านสื่อ ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย แม้จะเป็นการแสดงความคิดเห็น แต่หากเข้าข่ายสร้างความเสียหายต่อผู้อื่น ก็อาจนำไปสู่ความผิดทางอาญาได้
ขณะเดียวกัน ขั้นตอนหลังจากนี้ โดยเฉพาะการยื่นขอประกันตัว จะเป็นอีกประเด็นที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

