ประเทศที่เล็กกว่ากรุงเทพฯ 700 เท่า จากใกล้ล้มละลาย พลิกสู่ดินแดนคนรวยที่สุดในโลก

ประเทศที่เล็กกว่ากรุงเทพฯ 700 เท่า จากใกล้ล้มละลาย พลิกสู่ดินแดนคนรวยที่สุดในโลก

ประเทศที่เล็กกว่ากรุงเทพฯ 700 เท่า จากใกล้ล้มละลาย พลิกสู่ดินแดนคนรวยที่สุดในโลก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

โมนาโก: ประเทศเล็กกว่ากรุงเทพฯ 700 เท่า จากรัฐใกล้ล้มละลายสู่ดินแดนที่รวยที่สุดในโลก

หากพูดถึงประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก หลายคนอาจนึกถึงนครรัฐวาติกัน แต่หากพูดถึงประเทศที่เล็กเป็นอันดับ 2 ของโลกทว่าเต็มไปด้วยมหาเศรษฐีและความหรูหรา คำตอบนั้นคือ "โมนาโก" (Monaco) ประเทศริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มีพื้นที่เพียง 2.02 ตารางกิโลเมตร หรือเล็กกว่ากรุงเทพมหานครถึง 700 เท่า และใหญ่กว่าพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แม้จะมีพื้นที่จำกัดและมีประชากรเพียงประมาณ 38,000 คน จนกลายเป็นประเทศที่มีความหนาแน่นของประชากรสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่โมนาโกกลับครองแชมป์ประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงที่สุดในโลก โดยอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านบาทต่อปี ข้อมูลระบุว่าเกือบ 1 ใน 3 หรือประมาณ 30-40% ของประชากรที่อาศัยอยู่ในโมนาโกเป็นมหาเศรษฐี (Millionaires)

อะไรคือสาเหตุที่เปลี่ยนรัฐขนาดจิ๋วให้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดความมั่งคั่งระดับโลกได้ขนาดนี้?

จุดเปลี่ยนจากวิกฤตล้มละลายสู่ "กาสิโน" ระดับโลก

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 160 ปีก่อน ในช่วงปี 1863 โมนาโกไม่ได้มั่งคั่งอย่างที่เห็น ในตอนนั้นประเทศกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตทางการเงินอย่างหนักจนเกือบจะล้มละลาย เจ้าหญิงมารี คาโรลีน (Marie Caroline Gibert de Lametz) แห่งโมนาโก จึงตัดสินใจดำเนินนโยบายเชิงรุกด้วยการสร้างกาสิโนขึ้นภายในประเทศภายใต้ชื่อ “Monte Carlo” เพื่อกอบกู้ฐานะทางเศรษฐกิจ

แนวคิดนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ กาสิโนแห่งนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวและเศรษฐีจากทั่วโลกให้หลั่งไหลเข้ามา จนสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี โมนาโกมีรายได้มากเกินพอจนรัฐบาลตัดสินใจประกาศ "ยกเลิกการเก็บภาษีเงินได้" (Income Tax) ในปี 1869 ซึ่งนโยบายนี้ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันและกลายเป็นหัวใจหลักที่ดึงดูดเหล่ามหาเศรษฐีให้ย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่นี่

เจ้าหญิงมารี คาโรลีน (Marie Caroline Gibert de Lametz)

สวรรค์ภาษีที่ดึงดูดมหาเศรษฐีทั่วโลก

โมนาโกมีระบบภาษีที่เอื้อประโยชน์ต่อการสะสมความมั่งคั่งมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นอกจากจะไม่มีภาษีเงินได้แล้ว ยังไม่มีการเก็บภาษีมรดก (Inheritance Tax) และมีอัตราภาษีธุรกิจที่ต่ำมาก ส่งผลให้ประชากรกว่า 75% ในโมนาโกเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักและลงทุน โดยรัฐบาลมีรายได้หลักจากช่องทางอื่นแทนการเก็บภาษีทางตรง ดังนี้

  • ธุรกิจผูกขาดโดยรัฐ: เช่น กาสิโน, ยาสูบ และไปรษณีย์
  • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ: การโรงแรมและการธนาคารระดับพรีเมียม
  • อีเวนต์ระดับโลก: การแข่งขันรถสูตรหนึ่ง Formula One Grand Prix และงาน Monaco Yacht Show ซึ่งสร้างเม็ดเงินสะพัดมหาศาลในทุกปี

แลกค่าครองชีพสูงกับคุณภาพชีวิต

แม้ชาวโมนาโกจะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าครองชีพที่สูงลิ่ว ทั้งราคาอสังหาริมทรัพย์ที่แพงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้นำรายได้เหล่านี้มาพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยมีสัดส่วนตำรวจ 1 นาย ต่อประชากรทุกๆ 100 คน และมีกล้องวงจรปิดครอบคลุมทั่วเมืองตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้อัตราอาชญากรรมแทบจะเป็นศูนย์

โมเดลการบริหารประเทศของโมนาโกคือตัวอย่างของการเปลี่ยนข้อจำกัดด้านพื้นที่ให้กลายเป็นจุดแข็ง ด้วยนโยบายเศรษฐกิจที่เสรีและเน้นคุณภาพชีวิตระดับสูง ทำให้รัฐขนาดจิ๋วแห่งนี้สามารถพลิกฟื้นจากดินแดนที่เกือบล้มละลาย กลายมาเป็นดินแดนที่มั่งคั่งและปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้อย่างยั่งยืน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล