ประโยชน์ของ "ดอกบัว" ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน มหัศจรรย์ทุกส่วน ไม่ได้มีดีแค่สวยงาม

ประโยชน์ของ "ดอกบัว" ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน มหัศจรรย์ทุกส่วน ไม่ได้มีดีแค่สวยงาม

ประโยชน์ของ "ดอกบัว" ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน มหัศจรรย์ทุกส่วน ไม่ได้มีดีแค่สวยงาม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ประโยชน์ของ "ดอกบัว" ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน มหัศจรรย์ตั้งแต่ดอกยันราก ไม่ได้มีไว้แค่เพื่อความสวยงาม

บัวไม่ได้เป็นเพียงดอกไม้ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของคนไทยในการนำไปบูชาพระเท่านั้น แต่ในทางโภชนาการและการแพทย์แผนโบราณ ทั้งตำราไทย จีน และอินเดีย "บัว" ยังถูกยกย่องให้เป็นสมุนไพรมหัศจรรย์ที่สามารถนำใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่กลีบดอกไปจนถึงรากที่อยู่ใต้ดิน โดยแต่ละส่วนล้วนมีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่นและช่วยฟื้นฟูร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่าบัวมีชื่อเรียกขานมากมายตามสายพันธุ์ อาทิ ปทุม ปัทมา สัตตบงกช หรือบุณฑริก สรรพคุณหลักของบัวส่วนใหญ่มักมีฤทธิ์ "หอมเย็น" ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการบำรุงดวงจิต ชูกำลัง และส่งเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต

เจาะลึกสรรพคุณส่วนต่างๆ ของบัว: ประโยชน์ที่มากกว่าความสวยงาม

การนำส่วนประกอบของบัวมาใช้ประโยชน์สามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะทางกายภาพและสรรพคุณเฉพาะตัว ดังนี้

  • กลีบบัว: ช่วยบำรุงหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด หากนำมาทำเป็นชาดื่มจะช่วยให้ผ่อนคลาย นอนหลับสบาย มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์สมอง นอกจากนี้ยังนิยมนำมาประกอบอาหาร เช่น เมี่ยงกลีบบัว หรือใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบำรุงผิว
  • เกสรบัว: สรรพคุณทางยาโดดเด่นในการบำรุงหัวใจ บรรเทาอาการวิงเวียนหน้ามืด และช่วยขับเสมหะ ในตำราจีนยังใช้เกสรบัวแก้อาการปัสสาวะบ่อยและปรับสมดุลประจำเดือน
  • ใบบัว: ใบแก่ช่วยบำรุงโลหิตและแก้คัดจมูก ส่วนใบอ่อนหากนำมาชงเป็นชาจะช่วยแก้ร้อนใน กระหายน้ำ และบำรุงร่างกายให้ชุ่มชื้น
  • สายบัวและไหลบัว: เป็นแหล่งใยอาหารสูง ช่วยลดอาการเกร็งของลำไส้ บรรเทาอาการท้องผูก ขับปัสสาวะ และมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือด

สายบัว

ไหลบัว

เมล็ดบัวและดีบัว: ธัญพืชทรงคุณค่าทางยา

"เมล็ดบัว" เป็นธัญพืชพลังงานต่ำที่อุดมไปด้วยโปรตีนและฟอสฟอรัส มีเอนไซม์ที่ช่วยซ่อมแซมโปรตีนและกระตุ้นคอลลาเจน จึงมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและดีต่อผู้ป่วยเบาหวานเนื่องจากมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ

ส่วน "ดีบัว" หรือต้นอ่อนสีเขียวภายในเมล็ด แม้จะมีรสขมจัดแต่มีสรรพคุณทางยาสูงมาก โดยมีสารในกลุ่มอัลคาลอยด์ที่ช่วยขยายหลอดเลือดหัวใจ บำรุงสายตา ปอด และไต รวมถึงช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้นสำหรับผู้ที่มีภาวะเครียดสะสม

"รากบัว" แหล่งสารอาหารที่แม่ท้องและผู้คุมน้ำหนักไม่ควรพลาด

รากบัวถือเป็นส่วนที่ให้คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและใยอาหารสูงโดยไม่มีไขมัน มีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลและส่งเสริมการขับถ่าย นอกจากนี้ รากบัวยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญอย่างโพแทสเซียม แมกนีเซียม และเหล็ก

สำหรับสตรีมีครรภ์ รากบัวเป็นอาหารที่แนะนำเนื่องจากมี "โฟเลต" และ "โคลีน" ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นต่อการพัฒนาการของทารกในครรภ์และระบบประสาท อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังสำหรับผู้ที่แพ้ธัญพืชหรือผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานเม็ดบัวหรือดีบัวในปริมาณมาก เพื่อความปลอดภัยและได้รับประโยชน์สูงสุดจากสมุนไพรชนิดนี้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล