อ้วนแต่แข็งแรง มีอยู่จริงไหม? งานวิจัยยาวนาน 12 ปี ผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่คิด

อ้วนแต่แข็งแรง มีอยู่จริงไหม? งานวิจัยยาวนาน 12 ปี ผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่คิด

อ้วนแต่แข็งแรง มีอยู่จริงไหม? งานวิจัยยาวนาน 12 ปี ผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่คิด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

อ้วนแต่แข็งแรง มีอยู่จริงไหม? งานวิจัยยาวนาน 12 ปี เฉลยผลลัพธ์ที่อาจไม่เป็นอย่างที่คิด

ความเชื่อที่ว่าคนเราสามารถ "อ้วนแต่แข็งแรง" อาจเป็นเพียงแค่ความเชื่อ หลังจากงานวิจัยชิ้นสำคัญที่ศึกษาประชากรชาวอังกฤษกว่า 150,000 คน ยืนยันว่าแม้คนอ้วนจะไม่มีปัญหาสุขภาพชัดเจนในตอนแรก แต่ความเสี่ยงต่อโรคอันตรายในระยะยาวนั้นสูงกว่าคนน้ำหนักปกติอย่างมาก

ทีมนักวิจัยจาก อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (Imperial College London) ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากอาสาสมัครในคลังข้อมูลชีวภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UK Biobank) จำนวนกว่า 157,000 คน โดยติดตามผลเฉลี่ยยาวนานถึง 12.6 ปี เพื่อหาคำตอบว่า "ภาวะอ้วนที่ดูเหมือนมีสุขภาพดี" (Metabolically Healthy Obesity) นั้นมีอยู่จริงหรือไม่

แม้ความดัน-เบาหวานยังไม่มา แต่ความเสี่ยงโรคหัวใจพุ่งเกินครึ่ง

ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ใหญที่มีภาวะอ้วนแต่ "ผลเลือดปกติ" คือไม่มีความดันโลหิตสูง ไม่เป็นเบาหวาน และระดับคอเลสเตอรอลปกติ ยังคงมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ตับ และไต สูงกว่ากลุ่มคนน้ำหนักปกติอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้:

  • ผู้ชายที่มีภาวะอ้วนแต่สุขภาพดี: มีความเสี่ยงโรคหัวใจพุ่งสูงขึ้น 46%, เสี่ยงหัวใจล้มเหลวเพิ่มขึ้น 63% และมีโอกาสเป็น โรคไขมันพอกตับสูงขึ้นถึง 2 เท่า
  • ผู้หญิงที่มีภาวะอ้วนแต่สุขภาพดี: มีความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 34%, เสี่ยงหัวใจล้มเหลวเพิ่มขึ้น 69% และมีโอกาสเป็น โรคไขมันพอกตับสูงขึ้นกว่า 4 เท่า

นักวิจัยระบุว่า เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายเริ่มมีสัญญาณความผิดปกติของระบบเผาผลาญ (เช่น เริ่มเป็นเบาหวานหรือความดัน) ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยผู้หญิงอาจเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า และเสี่ยงโรคไขมันพอกตับพุ่งสูงถึง 8 เท่าเลยทีเดียว

ไขมันส่วนเกินคือระเบิดเวลา ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม

งานวิจัยชิ้นนี้ท้าทายแนวคิดที่ว่าเราสามารถมีน้ำหนักเกินมาตรฐานได้ตราบใดที่ยังออกกำลังกายหรือมีผลเลือดดี โดยชี้ให้เห็นว่า "ไขมันส่วนเกิน" เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะขับเคลื่อนความเสี่ยงของโรคในระยะยาวได้แล้ว

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติกว่า 58 ท่าน ยังเริ่มตั้งคำถามถึงการใช้ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เพียงอย่างเดียวในการวัดความอ้วน โดยเสนอให้ใช้การวัดรอบเอว (Waist Circumference) และอัตราส่วนน้ำหนักต่อส่วนสูงร่วมด้วย เพราะการกระจายตัวของไขมันในร่างกายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความเสี่ยงโรคที่แม่นยำกว่า

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ทีมนักวิจัยสรุปว่า ภาวะอ้วนโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนในขณะนี้ "ไม่ใช่ภาวะที่ปลอดภัย" และเน้นย้ำความสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่อยู่ในระยะเริ่มต้น ก่อนที่ปัญหาระบบเผาผลาญจะเกิดขึ้นจริง เพื่อปกป้องสุขภาพของหัวใจ ตับ และไตในระยะยาว

ปัจจุบันในสหราชอาณาจักรมีผู้ใหญ่เกือบ 2 ใน 3 ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ และกว่า 1 ใน 4 เข้าข่ายโรคอ้วน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข (NHS) มหาศาลกว่า 1.1 หมื่นล้านปอนด์ต่อปี การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานจึงยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคร้ายแรง

ข้อมูลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ ปัจจุบันแนวโน้มและสถานการณ์โรคอ้วนทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นในสัดส่วน 1 ต่อ 3 คน ในปี 2017 มีผู้เป็นโรคอ้วน 2,200 ล้านคน โดยผู้ชายเพิ่มขึ้น 3 เท่า ในขณะที่ผู้หญิงเพิ่มขึ้น 2 เท่า สำหรับในประเทศไทยเองก็มีอัตราเพิ่มสูงมากขึ้นเช่นกัน ดูได้จากสถิติผู้ป่วยโรคอ้วนในประเทศไทยที่สูงเป็นลำดับที่ 2 ของกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากประเทศมาเลเซีย คิดเป็น 16 ล้านคนที่เป็นโรคอ้วน แบ่งเป็นผู้ชาย 4.7 ล้านคนและผู้หญิง 11.3 ล้านคน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล