"ไข้กาฬหลังแอ่น" คืออะไร?คร่าชีวิตไวใน 48 ชม. อาการแบบไหนต้องระวัง หลังไทยพบป่วย-ดับแล้ว

รู้ทัน “ไข้กาฬหลังแอ่น” อาการเป็นอย่างไร โรคร้ายที่คร่าชีวิตเร็วใน 48 ชม. ไทยพบผู้ป่วยต่อเนื่อง อัตราเสียชีวิตสูงถึง 60%
สถานการณ์โรค “ไข้กาฬหลังแอ่น” กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังมีรายงานผู้ป่วยในหลายประเทศ ขณะที่ประเทศไทยเองยังคงพบผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ระบาดเป็นวงกว้าง แต่ความรุนแรงของโรคยังคงน่ากังวล เพราะสามารถคร่าชีวิตได้ภายในเวลาเพียง 24–48 ชั่วโมง
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า ปี 2569 (ตั้งแต่ 1 ม.ค.–17 มี.ค.) พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย เสียชีวิต 3 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายสูงถึง 60% สะท้อนให้เห็นว่า แม้จำนวนผู้ป่วยไม่มาก แต่ความรุนแรงของโรคไม่ควรถูกมองข้าม
ไข้กาฬหลังแอ่นคืออะไร ทำไมถึงอันตรายถึงชีวิต
ไข้กาฬหลังแอ่น เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ซึ่งสามารถลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด หรือทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบอย่างเฉียบพลัน
ชื่อ “หลังแอ่น” มาจากอาการชักเกร็งจนลำตัวแอ่นในผู้ป่วยบางราย ขณะที่คำว่า “ไข้กาฬ” สื่อถึงความรุนแรงที่อาจทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โดยเชื้อที่พบในไทยส่วนใหญ่คือสายพันธุ์ B และพบสายพันธุ์ Y บ้างในบางกรณี

สถานการณ์ในไทย ไม่ระบาดหนัก แต่เสียชีวิตเร็ว
พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ โฆษกกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคนี้ทุกปี เฉลี่ยประมาณ 20 รายต่อปี โดยปี 2568 พบเพิ่มเป็น 39 ราย และมีผู้เสียชีวิต 5 ราย
แม้จะไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ เมื่อได้รับเชื้อแล้ว อาการอาจทรุดหนักอย่างรวดเร็ว และเสียชีวิตได้ภายใน 1–2 วัน โดยเฉพาะหากได้รับยาปฏิชีวนะล่าช้า
กลุ่มที่พบผู้ป่วยมาก ได้แก่ เด็กเล็กอายุ 0–4 ปี วัยทำงาน และวัยรุ่น รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรืออยู่ในสถานที่แออัด

ติดต่ออย่างไร ทำไมบางคนไม่รู้ตัว
เชื้อไข้กาฬหลังแอ่นติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย น้ำมูก
- ใช้แก้วน้ำหรือช้อนร่วมกัน
- สูบบุหรี่ร่วมกัน
- อยู่ใกล้ชิดกันเป็นเวลานาน
- อยู่ในที่แออัด อากาศไม่ถ่ายเท
ระยะฟักตัวอยู่ที่ 2–10 วัน และที่น่ากังวลคือ ประชากรประมาณ 5–10% อาจมีเชื้ออยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้
สัญญาณเตือน อาการแบบนี้ต้องรีบพบแพทย์
อาการเริ่มต้นมักคล้ายไข้หวัดทั่วไป ทำให้หลายคนชะล่าใจ แต่หากมีอาการรุนแรงร่วม ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
อาการระยะแรก
- ไข้สูง
- ปวดศีรษะ
- อ่อนเพลีย
- เจ็บคอ
อาการอันตราย
- มีผื่นจ้ำเลือด สีคล้ำ ลักษณะคล้ายดาวกระจาย
- คอแข็ง
- ซึม สับสน
- ชักเกร็ง หลังแอ่น
หากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด อาจเกิดภาวะช็อก และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
ความรุนแรงของโรค ภายใน 48 ชม. อาจสายเกินไป
แพทย์ย้ำว่า โรคนี้มีความรุนแรงสูง แม้ได้รับการรักษาแล้ว หากมาช้าเกินไปก็อาจไม่ทันการณ์
ผู้ป่วยที่รอดชีวิตบางราย อาจเผชิญภาวะแทรกซ้อน เช่น สูญเสียการได้ยิน อัมพาต หรือเนื้อเยื่อตายจนต้องตัดอวัยวะ
วัคซีนและการป้องกัน ใครควรฉีด
ในประเทศไทยยังไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนในคนทั่วไป เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยยังไม่สูง แต่จะแนะนำในกลุ่มเสี่ยง เช่น
- ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ใช้ยากดภูมิ
- ผู้เดินทางไปพื้นที่ระบาด หรือแสวงบุญ
- นักเรียน นักศึกษาที่ไปต่างประเทศ
วัคซีนมีทั้งชนิดป้องกัน 4 สายพันธุ์ (A, C, W, Y) และสายพันธุ์ B โดยควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนทุกครั้ง
วิธีป้องกันง่าย ๆ ลดความเสี่ยงได้จริง
- ล้างมือบ่อย ๆ
- สวมหน้ากากในที่แออัด
- ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงสถานที่อากาศปิด
- พักผ่อนให้เพียงพอ
สรุป
“ไข้กาฬหลังแอ่น” อาจไม่ใช่โรคที่พบมากในไทย แต่มีความรุนแรงสูงและพัฒนาอาการเร็ว การรู้จักสัญญาณเตือนและรีบพบแพทย์ คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
หน่วยงานสาธารณสุขย้ำว่า ประชาชนควร “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” พร้อมดูแลสุขอนามัย และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อป้องกันโรคที่อาจคร่าชีวิตได้โดยไม่ทันตั้งตัว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

