ดื่มกาแฟเป็นเหตุ! สาวออฟฟิศ "กระจกตาถลอก" ตาปรือไม่สู้แสง ผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึง

ดื่มกาแฟเป็นเหตุ! สาวออฟฟิศ "กระจกตาถลอก" ตาปรือไม่สู้แสง ผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึง

ดื่มกาแฟเป็นเหตุ! สาวออฟฟิศ "กระจกตาถลอก" ตาปรือไม่สู้แสง ผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สาวออฟฟิศ "กระจกตาถลอก" ตาปรือสู้แสงไม่ได้ การมองเห็นลดลง หมอเจอต้นเหตุจาก "วิธีดื่มกาแฟ" ผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึง

พนักงานออฟฟิศและนักเรียนนักศึกษาที่ต้องปั่นงานหรือทำยอดขาย มักพึ่งพา "กาแฟร้อน" เพื่อช่วยให้ตื่นตัว แต่ต้องระวังให้ดีเพราะแทนที่จะช่วยให้สดชื่น อาจทำให้ "ดวงตา" พังจนเกือบใช้งานไม่ได้ ล่าสุดพบเคสสาวออฟฟิศวัย 30 ปีรายหนึ่งในภาคใต้ของไต้หวัน ที่มีนิสัยก้มหน้าจิบกาแฟร้อนจัดจนกระจกตาถลอกเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้การมองเห็นทรุดลงเหลือเพียง 0.5 หรือครึ่งหนึ่งของคนสายตาปกติ

ศาสตราจารย์หงฉี่ถิง (Hong Chi-ting) จากภาควิชาเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้าเหริน (Daren University of Technology) ผู้รับผิดชอบเคสนี้เปิดเผยว่า คนไข้คือนางสาวเฉิน ทำงานในเครือร้านอาหารชื่อดัง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาธุรกิจยุ่งมากประกอบกับมีคลื่นความเย็นเข้ากระทบ เธอจึงดื่มกาแฟดริปร้อนๆ วันละ 2 แก้ว เช้าและเย็น โดยมีความร้อนสูงถึง 70-80 องศาเซลเซียส เธอเล่าว่าเพื่อรักษาความหอมของกาแฟ เธอจึงใช้แก้วมัคปากกว้างและปิดฝาไว้ เมื่อเปิดฝาออกจะก้มหน้าลงไปจิบใกล้ๆ เพื่อสูดดมกลิ่นหอมกรุ่น

นางสาวเฉินเล่าด้วยความเขินอายว่า หนึ่งสัปดาห์ก่อนมาพบแพทย์ เธอรู้สึกว่ากาแฟไม่ได้ผล ยิ่งดื่มยิ่งง่วงจนตาปรือและหาวตลอดเวลา วันหนึ่งขณะที่ผู้จัดการร้านเดินตรวจงานอยู่ข้างหลังพอดี เมื่อเธอหันไปสบตาด้วยสภาพ "ตาปรือลืมไม่ขึ้น" ทำให้ถูกเข้าใจผิดว่าแอบอู้งานนิ่งหลับ จนบรรยากาศตึงเครียดและเธอเองก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับดวงตา

ไอความร้อนตัวการ "โรคตาแห้งชนิดระเหย" รุนแรง

ศาสตราจารย์หงฉี่ถิงระบุว่า เมื่อคนไข้มาพบแพทย์มีอาการตาแดงก่ำและสู้แสงไม่ได้ จากการตรวจพบว่ากระจกตาข้างขวาถลอกไปครึ่งหนึ่ง ส่วนตาซ้ายมีรอยถลอกตรงกลางกระจกตาพอดี สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการ "ก้มหน้าดื่มกาแฟ" เมื่อดวงตาจ่ออยู่ตรงปากแก้ว ไอระเหยร้อนปริมาณมากจะพุ่งเข้ากระทบดวงตาโดยตรง ทำลายชั้นไขมันในน้ำตาอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำตาระเหยออกไปจนเกิด "โรคตาแห้งชนิดระเหยรุนแรง" (Evaporative Dry Eye)

แม้จะวางกาแฟทิ้งไว้ 20 นาที แต่อุณหภูมิก็ยังอาจสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส ซึ่งการได้รับความร้อนต่อเนื่องเช่นนี้ส่งผลให้เซลล์บุผิวกระจกตาเสื่อมสภาพและหลุดลอกออกมาในที่สุด นอกจากนี้ ศาสตราจารย์หงยังอธิบายถึงปรากฏการณ์ "ยิ่งดื่มยิ่งง่วง" ว่าเป็นกลไกการหลอกตัวเองของสมอง โดยปกติเมื่อสมองล้าจะหลั่งสาร "อะดีโนซีน" (Adenosine) ไปจับกับตัวรับเพื่อส่งสัญญาณให้ง่วงนอน แม้คาเฟอีนจะเข้าไป "บล็อก" สัญญาณนั้นไว้ชั่วคราวเพื่อให้ตื่นตัว แต่สารอะดีโนซีนยังคงสะสมอยู่เบื้องหลังเรื่อยๆ เมื่อคาเฟอีนหมดฤทธิ์ ความเหนื่อยล้าที่สะสมไว้จะตีกลับอย่างรุนแรงจนร่างกายอ่อนเพลียทันที

โชคดีที่หลังจากนางสาวเฉินได้รับการรักษาด้วยน้ำตาเทียม ยาปฏิชีวนะ และยาสเตียรอยด์เป็นเวลา 3 วัน กระจกตาของเธอก็สมานตัวและสายตากลับมาเป็น 1.0 ตามปกติ ศาสตราจารย์หงทิ้งท้ายเตือนคอกาแฟว่า เวลาดื่มควรหลีกเลี่ยงการให้ดวงตารับไอระเหยร้อนโดยตรง และควรดื่มน้ำเปล่าเสริมเพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ ที่สำคัญที่สุดคือ คาเฟอีนทำได้เพียง "เลื่อน" ความเหนื่อยล้าออกไปเท่านั้น การพักผ่อนที่เพียงพอจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาดวงตาและร่างกาย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล