อันดับประเทศ "นำเข้าน้ำมัน" เยอะที่สุด ประเทศไทยติดท็อปของโลก!

อันดับประเทศ "นำเข้าน้ำมัน" เยอะที่สุด ประเทศไทยติดท็อปของโลก!

อันดับประเทศ "นำเข้าน้ำมัน" เยอะที่สุด ประเทศไทยติดท็อปของโลก!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิดอันดับประเทศนำเข้าน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก ไทยติดท็อป 10

น้ำมันดิบยังเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นภาคขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต หรือการกลั่นเป็นเชื้อเพลิงและปิโตรเคมี ดังนั้น เมื่อดูรายชื่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก จะพบว่าล้วนเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือเป็นศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันระดับภูมิภาคทั้งสิ้น

ข้อมูลปี 2024 ชี้ให้เห็นว่า จีน สหรัฐอเมริกา และอินเดีย ยังคงเป็น 3 มหาอำนาจผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก ขณะที่ประเทศไทยเองก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มบนของโลกเช่นกัน โดยขึ้นมาอยู่ในอันดับ 10 ของประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบมากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าไทยยังพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูง และมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของตลาดน้ำมันโลกอย่างมาก

3 ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก

อันดับ 1 จีน นำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยราว 11.07 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถือเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดน้ำมันโลกอย่างมาก เพราะไม่ได้ซื้อน้ำมันเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีการบริหารคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และซัพพลายเชนอีกด้วย

อันดับ 2 สหรัฐอเมริกา นำเข้าราว 6.59 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้สหรัฐฯ จะเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่ก็ยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบบางประเภทเข้ามาป้อนโรงกลั่น เพื่อให้เหมาะกับโครงสร้างการผลิตและความต้องการใช้งานภายในประเทศ

อันดับ 3 อินเดีย นำเข้าราว 4.80 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยแรงหนุนสำคัญมาจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประชากรจำนวนมาก และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นทั้งในภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง

ไทยอยู่อันดับไหนของโลก

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลล่าสุดระบุว่าในปี 2024 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 972,083 บาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 0.97 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ไทยอยู่ใน อันดับ 10 ของโลก ในกลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบมากที่สุด

ในเชิงมูลค่า ไทยนำเข้าน้ำมันดิบรวมประมาณ 32.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และถูกจัดเป็นผู้นำเข้าสินค้าน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 10 ของโลกเช่นกัน จุดนี้สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า การผลิตน้ำมันภายในประเทศของไทยยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ขณะเดียวกันไทยยังมีบทบาทเป็นฐานการกลั่นน้ำมันและส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

หนึ่งในคู่ค้าพลังงานที่สำคัญของไทยคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งครองสัดส่วนสูงสุดในกลุ่มซัพพลายเออร์น้ำมันดิบให้ไทย ตามมาด้วยประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลางและประเทศคู่ค้าอื่นๆ ที่ไทยใช้กระจายความเสี่ยงด้านแหล่งจัดหา

20 อันดับประเทศนำเข้าน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก

อันดับ ประเทศ ปริมาณนำเข้าเฉลี่ย
1 จีน 11.07 ล้านบาร์เรลต่อวัน
2 สหรัฐอเมริกา 6.59 ล้านบาร์เรลต่อวัน
3 อินเดีย 4.80 ล้านบาร์เรลต่อวัน
4 เกาหลีใต้ 2.76 ล้านบาร์เรลต่อวัน
5 ญี่ปุ่น 2.32 ล้านบาร์เรลต่อวัน
6 เยอรมนี 1.69 ล้านบาร์เรลต่อวัน
7 สเปน 1.30 ล้านบาร์เรลต่อวัน
8 อิตาลี 1.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน
9 เนเธอร์แลนด์ 0.974 ล้านบาร์เรลต่อวัน
10 ไทย 0.972 ล้านบาร์เรลต่อวัน
11 ฝรั่งเศส 0.90 ล้านบาร์เรลต่อวัน
12 สหราชอาณาจักร 0.843 ล้านบาร์เรลต่อวัน
13 สิงคโปร์ 0.836 ล้านบาร์เรลต่อวัน
14 แคนาดา 0.66 ล้านบาร์เรลต่อวัน
15 เบลเยียม 0.62 ล้านบาร์เรลต่อวัน
16 ตุรกี 0.60 ล้านบาร์เรลต่อวัน
17 โปแลนด์ 0.54 ล้านบาร์เรลต่อวัน
18 กรีซ 0.48 ล้านบาร์เรลต่อวัน
19 มาเลเซีย 0.44 ล้านบาร์เรลต่อวัน
20 บราซิล 0.28 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ทำไมอันดับของไทยจึงน่าจับตา

การที่ไทยติดอันดับ 10 ของโลก ไม่ได้แปลเพียงว่าประเทศใช้น้ำมันจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลกด้วย เพราะน้ำมันดิบจำนวนมากที่ไทยนำเข้า มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเส้นทางขนส่งสำคัญอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ

สำนักงานพลังงานสากล หรือ IEA ระบุว่า ในปี 2025 มีน้ำมันดิบเกือบ 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเกือบ 34% ของการค้าระหว่างประเทศด้านน้ำมันดิบทั่วโลกที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และปลายทางส่วนใหญ่คือเอเชีย นั่นหมายความว่า หากเส้นทางนี้สะดุด ประเทศในเอเชียรวมถึงไทยย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ยิ่งไปกว่านั้น บทวิเคราะห์ของ OCBC ประเมินว่า หากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงราว 0.5% ของ GDP และดันเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นประมาณ 0.6-0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อทั้งภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐที่อาจต้องใช้งบประมาณเข้ามาดูแลราคาพลังงาน

โจทย์ใหญ่ของไทยในอนาคต

เมื่อไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบในระดับสูง ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศจึงไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนเชื้อเพลิงอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้า การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า และการเร่งใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น

ในวันที่ตลาดพลังงานโลกผันผวนจากสงคราม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่ง ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลก จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ต้นทุนพลังงานกลายเป็นจุดอ่อนที่ฉุดทั้งเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน

อ้างอิง

  1. CEIC Data
  2. CEIC Data
  3. OEC
  4. U.S. EIA
  5. IEA
  6. OCBC
  7. Deepbeez
  8. Al Jazeera
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล