กินยาแก้แพ้บ่อย เสี่ยงสมองเสื่อม-สมาธิสั้นจริงหรือไม่?: เช็กข่าวชัวร์

กินยาแก้แพ้บ่อย เสี่ยงสมองเสื่อม-สมาธิสั้นจริงหรือไม่?: เช็กข่าวชัวร์

กินยาแก้แพ้บ่อย เสี่ยงสมองเสื่อม-สมาธิสั้นจริงหรือไม่?: เช็กข่าวชัวร์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เช็กให้ชัด กินยาแก้แพ้บ่อยเสี่ยงสมองเสื่อมจริงหรือไม่ องค์การเภสัชกรรมแจงข้อเท็จจริงด่วน

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและส่งต่อข้อความในโลกออนไลน์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับกลุ่มผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ โดยระบุว่าการรับประทานยาแก้แพ้เป็นประจำอาจส่งผลเสียร้ายแรงทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมและสมาธิลดลง จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงอันตรายจากการใช้ยาสามัญประจำบ้านชนิดนี้

กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและลดความสับสนของประชาชน โดยพบว่าข้อมูลดังกล่าามีทั้งส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์และส่วนที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเกี่ยวกับสาเหตุโดยตรงของโรคสมองเสื่อม ข้อมูลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่องในช่วงเดือนมีนาคม 2569 นี้

คำถาม

การรับประทานยาแก้แพ้เป็นประจำส่งผลให้เสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมและสมาธิลดลงจริงหรือไม่ และเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคหรือไม่?

การตรวจสอบ

กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ตรวจสอบข้อมูลอ้างอิงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และกระทรวงสาธารณสุข พบคำชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ยาแก้แพ้ (Antihistamine) ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม แต่การเลือกใช้ยาผิดประเภทและใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทได้

จากการตรวจสอบพบว่ายาแก้แพ้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ซึ่งมีกลไกการทำงานที่แตกต่างกันดังนี้:

1. ยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิม (First-generation Antihistamines) เช่น คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) เป็นยาที่สามารถผ่านเข้าสู่สมองได้ดี จึงมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วงซึม มึนงง และสับสนได้ หากมีการใช้ยาในกลุ่มนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองในส่วนของความจำและสมาธิ ซึ่งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการสมองเสื่อม

2. ยาแก้แพ้กลุ่มใหม่ (Second-generation Antihistamines) เช่น เซทิริซีน (Cetirizine) หรือ ลอราทาดีน (Loratadine) เป็นยาที่ผ่านเข้าสู่สมองได้น้อยมากหรือไม่ผ่านเลย จึงมักไม่ทำให้ง่วงซึม และไม่มีหลักฐานยืนยันว่าส่งผลกระทบต่อสมองหรือทำให้เกิดความเสี่ยงสมองเสื่อมเหมือนยากลุ่มแรก

ทั้งนี้ องค์การเภสัชกรรมย้ำว่าอาการสมาธิลดลงชั่วคราวหรืออาการหลงลืมจากการใช้ยากลุ่มที่ทำให้ง่วงนั้น ไม่ใช่โรคสมองเสื่อมถาวร แต่เป็นผลข้างเคียงจากการออกฤทธิ์ของยาต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งจะดีขึ้นเมื่อหยุดใช้ยาหรือปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ข้อเท็จจริง

ข้อมูลดังกล่าวเป็น "ข้อมูลบิดเบือน" เนื่องจากการกินยาแก้แพ้ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคสมองเสื่อม แต่การใช้ยาแก้แพ้กลุ่มดั้งเดิมที่ทำให้ง่วงติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม สับสน และกระทบต่อความจำชั่วคราวได้ ประชาชนควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนใช้ยา และควรเลือกใช้ยาแก้แพ้กลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงหากต้องใช้ติดต่อกัน

อ้างอิง

  1. องค์การเภสัชกรรม (GPO)
  2. สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : ThaiHealth
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล