ไขข้อสงสัย หมวกขุนนางจีน ทำไมต้องมีปีกยาวๆ มีไว้ไม่ให้สุมหัวคุยกันจริงหรือ?

ไขข้อสงสัย หมวกขุนนางจีน ทำไมต้องมีปีกยาวๆ มีไว้ไม่ให้สุมหัวคุยกันจริงหรือ?

ไขข้อสงสัย หมวกขุนนางจีน ทำไมต้องมีปีกยาวๆ มีไว้ไม่ให้สุมหัวคุยกันจริงหรือ?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หมวกขุนนางจีน ทำไมต้องมีปีกยาวๆ ยังกับเสาอากาศ มีไว้ป้องกันการสุมหัวคุยกันจริงหรือ? แล้วทำไมต้องถือแท่งสีขาวเหลืองเวลาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ มันคืออะไร?

หากใครเป็นแฟนซีรีส์จีนย้อนยุค โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ซ่ง เรามักจะคุ้นตากับภาพขุนนางสวมหมวกที่มี "ปีก" ยื่นออกมาด้านข้างเป็นก้านยาวๆ หมวกชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า "จ่านเจี่ยวฝูโถว" (展角幞头) ซึ่งมีที่มาและวัตถุประสงค์ที่น่าสนใจมากกว่าแค่ความสวยงาม

จุดเริ่มต้นจากหมวกผ้าสู่สัญลักษณ์ทางชนชั้น

เดิมที "ฝูโถว" (幞头) มีพัฒนาการมาจากผ้าโพกศีรษะธรรมดาของชาวบ้านและทหาร ตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหนือ (Northern Dynasties) และได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยราชวงศ์ถัง โดยในยุคนั้นปีกที่ยื่นออกมายังเป็นเพียงผ้าที่ทิ้งตัวลงมาหรือเป็นโครงอ่อนๆ ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่ง รูปทรงของหมวกได้ถูกปรับเปลี่ยนให้มีความแข็งแรงและเป็นทางการมากขึ้น จนกลายเป็นหมวกทรงแข็งที่มีปีกขนานกับพื้นโลกอย่างที่เราเห็นในหน้าประวัติศาสตร์

ข้อมูลจากบันทึกทางประวัติศาสตร์หลายฉบับระบุว่า ปีกที่ยาวออกมานี้มักทำจากโครงไม้ไผ่หรือลวดเหล็กบางๆ แล้วบุด้วยผ้าไหมสีดำเข้ม เพื่อให้คงรูปร่างอยู่ได้ตลอดเวลา

กุศโลบายป้องกันการ "สุมหัวคุยกัน" จริงหรือไม่?

หนึ่งในตำนานที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับหมวกชนิดนี้คือ เรื่องราวของ พระเจ้าซ่งไท่จู่  ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ซ่ง ว่ากันว่าพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้ขยายปีกหมวกของเหล่าขุนนางให้ยาวขึ้นเพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมในราชสำนัก

เนื่องจากในอดีต ขุนนางมักจะยืนสุมหัวคุยกันขณะเข้าเฝ้า หรือแอบเตี๊ยมคำพูดกันก่อนจะกราบทูล พระเจ้าซ่งไท่จู่จึงทรงสั่งให้ทำหมวกที่มีปีกยาวออกไปข้างละประมาณ 1 ฟุต หรือมากกว่านั้น เพื่อบังคับให้ขุนนางต้องยืนห่างกันโดยปริยาย หากใครพยายามจะขยับเข้าไปใกล้เพื่อกระซิบกระซาบ ปีกหมวกก็จะไปกระแทกกันจนเกิดเสียงหรือทำให้หมวกเบี้ยว ซึ่งถือเป็นการเสียมารยาทอย่างร้ายแรงต่อหน้าพระพักตร์

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์บางส่วนมองว่าเรื่องการกันนินทาอาจเป็นเพียงเรื่องเล่าเสริมแต่ง เนื่องจากพบหลักฐานการใช้หมวกปีกยาวมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังตอนปลายและยุคห้าราชวงศ์แล้ว แต่อาจถูกนำมาใช้อย่างเข้มงวดและเป็นแบบแผนชัดเจนที่สุดในยุคซ่งเพื่อแสดงถึง ความสง่างามและความเป็นระเบียบของขุนนาง และเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกถึงยศถาบรรดาศักดิ์และสถานะทางสังคม ยิ่งขุนนางมีตำแหน่งสูงเท่าใด ปีกหมวกก็จะยิ่งยาวมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่สอดคล้องกับการแบ่งลำดับชั้นในสังคมศักดินา

แท่งขาวๆ ที่ขุนนางถือตอนเข้าเฝ้าคืออะไร

หากสังเกตในซีรีส์จีนย้อนยุค นอกจากหมวกปีกยาวแล้ว เรามักเห็นขุนนางเวลาเข้าเฝ้าจักรพรรดิจะต้องถือแผ่นป้ายยาวๆ สีขาวหรือเหลืองอ่อนไว้ในมือเสมอ แผ่นป้ายนี้มีชื่อเรียกว่า "ฮู่ป่าน" (笏板)

ภาพจากซีรีส์ ล่าหยก

ฮู่ป่านคืออะไร?

ฮู่ป่าน คือแผ่นป้ายทรงยาวที่มีความโค้งเล็กน้อย ใช้สำหรับถือด้วยมือทั้งสองข้างในระดับอกขณะเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์หรือร่วมงานพระราชพิธีสำคัญ วัสดุที่ใช้ทำฮู่ป่านจะแตกต่างกันไปตามลำดับยศของขุนนาง เพื่อเป็นเครื่องแบ่งแยกชนชั้นที่ชัดเจน ดังนี้

  • งาช้าง: สำหรับขุนนางชั้นสูงหรือระดับราชครู
  • หยก: ในบางยุคสมัยอาจใช้หยกสำหรับเชื้อพระวงศ์หรือผู้มีตำแหน่งสูงสุด
  • ไม้ไผ่ หรือ ไม้เนื้อแข็ง: สำหรับขุนนางระดับล่าง

ทำไมขุนนางต้องถือฮู่ป่าน?

การถือฮู่ป่านไม่ได้เป็นเพียงธรรมเนียมเพื่อความสวยงาม แต่มีวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญในทางปฏิบัติและมารยาทในราชสำนัก ดังนี้

1. เป็น "สมุดจดบันทึก" ส่วนตัว ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีกระดาษจดหรือสมุดโน้ตที่พกพาสะดวก ขุนนางจะใช้ฮู่ป่านเป็นพื้นที่สำหรับจดบันทึกข้อความสำคัญที่ต้องการกราบทูลจักรพรรดิ เพื่อป้องกันการลืมหรือพูดผิดพลาด รวมถึงใช้จดพระบรมราชโองการหรือคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย เพื่อนำกลับไปปฏิบัติให้ถูกต้อง

2. เป็นเครื่องแสดงความเคารพและมารยาท การถือฮู่ป่านช่วยบังคับท่วงท่าของขุนนางให้ดูสำรวม โดยกฎระเบียบในราชสำนักจีนกำหนดว่า ขุนนางห้ามจ้องมองพระพักตร์ของจักรพรรดิโดยตรงเพราะถือเป็นการล่วงเกิน การถือฮู่ป่านขึ้นมาในระดับสายตาจะช่วยให้ขุนนางก้มหน้ามองเพียงแผ่นป้ายในมือ เป็นการรักษาความสุภาพตามหลักจริยธรรมขงจื๊อ

3. สัญลักษณ์แห่งอำนาจและตำแหน่งหน้าที่ ฮู่ป่านเป็นเครื่องยืนยันสถานะการเป็นขุนนางที่ได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อขุนนางเกษียณอายุหรือถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง จะต้องคืนฮู่ป่านนี้ หรือในบางกรณีฮู่ป่านที่ทำจากงาช้างยังเป็นมรดกตกทอดที่แสดงถึงเกียรติยศของตระกูลอีกด้วย

ธรรมเนียมการใช้ฮู่ป่านเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซาง และได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง ก่อนจะค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงและถูกยกเลิกไปในสมัยราชวงศ์ชิง เนื่องจากชาวแมนจูมีวัฒนธรรมการแต่งกายและธรรมเนียมการเข้าเฝ้าที่แตกต่างออกไป

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล