ศาลยกฟ้อง! "แอม ไซยาไนด์" คดีวางยาวิศวกรสาว เผยสาเหตุที่ยกฟ้อง

ศาลยกฟ้อง! "แอม ไซยาไนด์" คดีวางยาวิศวกรสาว เผยสาเหตุที่ยกฟ้อง

ศาลยกฟ้อง! "แอม ไซยาไนด์" คดีวางยาวิศวกรสาว เผยสาเหตุที่ยกฟ้อง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ศาลยกฟ้องคดีที่ 3 “แอม ไซยาไนด์” ปมวางยาฆ่า “นิตยา” วิศวกรสาว ชี้หลักฐานยังไม่พอ

ศาลอาญามีคำพิพากษาในคดีที่ 3 ของ “แอม ไซยาไนด์” หรือ นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หลังถูกกล่าวหาว่าวางยาฆ่า น.ส.นิตยา แก้วบุปผา วิศวกรสาวในจังหวัดนครปฐม เมื่อปี 2563 โดยศาลเห็นว่า พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าจำเลยมีสารไซยาไนด์ไว้ในครอบครองหรือใช้ก่อเหตุอย่างไร จึงพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะยกฟ้อง แต่เนื่องจากคดีมีอัตราโทษร้ายแรง ฝ่ายจำเลยยังคงถูกควบคุมตัวไว้ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ ขณะที่ทนายความเตรียมนำคำพิพากษานี้ไปใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้คดีอื่นที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

คดีวางยาพิษปี 2563 ที่เป็นประเด็นในชั้นศาล

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.274/2568 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางสรารัตน์ หรือ “แอม ไซยาไนด์” ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน

คดีนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 22–23 สิงหาคม 2563 ซึ่งจำเลยถูกกล่าวหาว่าใส่สารไซยาไนด์ลงในเครื่องดื่มให้ น.ส.นิตยา แก้วบุปผา อายุ 36 ปี ดื่ม จนเสียชีวิตจากภาวะระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจล้มเหลว โดยโจทก์ระบุว่ามีแรงจูงใจเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้ตาย

พยานยืนยันพบจำเลยก่อนเกิดเหตุ แต่หลักฐานสำคัญยังไม่ชัด

จากการพิจารณาคำเบิกความของพยาน ศาลเห็นว่ามีพยานบางรายยืนยันว่าเคยพบจำเลยไปหาผู้ตายที่ไซต์ก่อสร้างโรงพยาบาลในจังหวัดนครปฐม และสามารถจดจำใบหน้าจำเลยได้ จึงเชื่อว่าจำเลยเคยไปพบผู้ตายจริง ต่างจากคำกล่าวอ้างของจำเลยที่ระบุว่าไม่เคยไป

นอกจากนี้ ในคืนก่อนเกิดเหตุ ยังมีพยานซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของผู้ตายไปพบผู้ตายที่หอพัก และเห็นว่าผู้ตายกำลังพูดคุยกับจำเลยอยู่บริเวณโถงชั้นล่าง โดยผู้ตายบอกว่าตนได้นำรถยนต์ไปจำนำในราคา 150,000 บาท และตั้งใจจะนำเงินไปฝากธนาคารก่อนชำระคืนเจ้าหนี้ในวันถัดไป อย่างไรก็ตาม พยานไม่ได้เห็นเงินจำนวนดังกล่าวกับตาตนเอง

ผลชันสูตรไม่ชี้ชัดไซยาไนด์ แม้มีข้อสันนิษฐานทางการแพทย์

ประเด็นสำคัญในคดีอยู่ที่สาเหตุการเสียชีวิตของผู้ตาย โดยแพทย์นิติเวชผู้ชันสูตรศพระบุในชั้นศาลว่า ไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ตายเสียชีวิตจากสารไซยาไนด์หรือไม่ เนื่องจากไม่ได้มีการตรวจหาสารดังกล่าวในขณะนั้น เพราะไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับพิษไซยาไนด์ในช่วงแรก

ขณะที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาจากโรงพยาบาลศิริราชให้ความเห็นกับพนักงานสอบสวนว่า จากภาพถ่ายและข้อมูลการชันสูตร อาการของผู้เสียชีวิตมีลักษณะคล้ายผู้ที่ได้รับสารไซยาไนด์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของแพทย์นิติเวชและพยานที่ยืนยันว่าผู้ตายมีสุขภาพแข็งแรงก่อนเกิดเหตุ

ประเด็นเรื่องทรัพย์สินและการครอบครองไซยาไนด์

ในส่วนของแรงจูงใจเกี่ยวกับทรัพย์สิน ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานพบว่า ผู้ตายเคยนำรถยนต์ 2 คันไปจำนำกับจำเลย และหลังผู้ตายเสียชีวิต จำเลยได้แจ้งให้สามีของผู้ตายมาไถ่ถอนรถในราคา 150,000 บาท จึงยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้ตายตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่

ส่วนประเด็นสำคัญที่สุดคือการครอบครองสารไซยาไนด์ พนักงานสอบสวนพบหลักฐานว่าจำเลยมีการสั่งซื้อสารดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังเหตุการณ์ในคดีนี้ถึงสองปี ทำให้โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีสารไซยาไนด์ไว้ในครอบครองในช่วงปี 2563 หรือใช้ก่อเหตุในคดีนี้อย่างไร

ศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ศาลระบุว่า การพิจารณาความผิดต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจนในแต่ละคดี และไม่สามารถนำคำพิพากษาในคดีอื่นมาใช้เป็นผลร้ายต่อจำเลยในคดีนี้ได้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้ง 3 ราย อย่างไรก็ตาม ศาลยังมีคำสั่งให้ควบคุมตัวจำเลยไว้ระหว่างการอุทธรณ์ เนื่องจากคดีมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ทนายเผยเตรียมใช้คำพิพากษาเป็นแนวทางสู้คดีอื่น

น.ส.ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ ทนายความของจำเลย เปิดเผยว่า ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการพิสูจน์ว่าจำเลยครอบครองสารไซยาไนด์ในช่วงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ตายเสียชีวิต

ทนายความยังระบุว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับ “แอม ไซยาไนด์” สามารถแบ่งออกเป็นสองช่วง คือ คดีที่เกิดก่อนวันที่ 9 สิงหาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงก่อนพบข้อมูลการสั่งซื้อสารไซยาไนด์ และคดีที่เกิดหลังจากนั้น โดยแต่ละคดีจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ศาลพิจารณาเป็นรายกรณี

ย้อนคำพิพากษาคดีอื่นของ “แอม ไซยาไนด์”

ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาเคยมีคำพิพากษาในคดีของ “แอม ไซยาไนด์” มาแล้ว 2 คดี โดยคดีแรกเป็นกรณีวางสารไซยาไนด์ในอาหารจนทำให้ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ เสียชีวิต ซึ่งศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิต

ส่วนคดีที่สอง ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต จากกรณีใส่สารไซยาไนด์ในอาหารให้ พ.ต.ต.หญิงนิภา แสนจันทร์ หรือ “สารวัตรปู” เสียชีวิต ทำให้คดีล่าสุดที่ศาลยกฟ้องครั้งนี้ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญในกระบวนการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหารายนี้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล