DPU จับมือ XPENG (Thailand) พัฒนา “ศักยภาพ” กำลังคน–งานวิจัยยานยนต์ไฟฟ้า

DPU จับมือ XPENG (Thailand) พัฒนา “ศักยภาพ” กำลังคน–งานวิจัยยานยนต์ไฟฟ้า

DPU จับมือ XPENG (Thailand) พัฒนา “ศักยภาพ” กำลังคน–งานวิจัยยานยนต์ไฟฟ้า
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

DPU จับมือ XPENG (Thailand) พัฒนา “ศักยภาพ” กำลังคน–งานวิจัยยานยนต์ไฟฟ้า เชื่อมการศึกษา–อุตสาหกรรม EV สู่อนาคตเทคโนโลยีอัจฉริยะ

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ บริษัท เอ็กซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า XPENG อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษา งานวิจัย และการสร้างกำลังคนด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569  ณ ห้องสุทธิเกตุ (7-1) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

พิธีลงนามความร่วมมือจัดขึ้นโดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ-สายงานวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ลงนามในฐานะผู้แทนฝ่ายมหาวิทยาลัย และ นางสาวอภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามในฐานะผู้แทนฝ่ายบริษัท โดยมี ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ จากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี , ผู้บริหารจากวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี , วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เทคโนโลยี ตลอดจนคณาจารย์และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

s__401702994_0

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับเทคโนโลยีและประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและบุคลากรให้พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับประเทศและระดับสากล

ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว ครอบคลุมความร่วมมือในหลายมิติ โดยมุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านการสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาที่มีผลการเรียนดี ความประพฤติดี หรือมีศักยภาพด้านเทคโนโลยี EV พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้ารับการฝึกงาน สหกิจศึกษา และฝึกประสบการณ์วิชาชีพกับบริษัท เพื่อเรียนรู้การทำงานจริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมโอกาสการจ้างงานหลังสำเร็จการศึกษา รวมถึงการจัดกิจกรรม Campus Recruitment และ Talent Program เพื่อคัดเลือกบุคลากรรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมกันดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาในด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัจฉริยะ แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ระบบชาร์จ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยสนับสนุนข้อมูล เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ พร้อมผลักดันการตีพิมพ์ผลงานวิจัยและการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์

s__401702996_0

พร้อมกันนี้ยังมีการร่วมพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนด้านยานยนต์ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคธุรกิจเข้าสู่ห้องเรียน การเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมมาแบ่งปันประสบการณ์จริง และการสนับสนุนอุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสมัยใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีฯ DPU กล่าวว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอนาคตที่ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันอย่างจริงจัง ทั้งในด้านการผลิต การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยได้เปิดการเรียนการสอนด้านยานยนต์ไฟฟ้าในระดับปริญญาตรีมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งหลักสูตรสำหรับนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะนักศึกษาจีน และหลักสูตรสำหรับนักศึกษาไทย ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเข้าสู่ปีที่สองแล้ว ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษากลุ่มแรกที่ได้รับการสนับสนุนเพื่อสร้างกำลังคนสำหรับอุตสาหกรรม EV ของประเทศ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ กล่าวต่อว่า แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับโลกกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีศักยภาพสูงทั้งในด้านตลาดและการผลิต ส่งผลให้ประเทศไทยมีโอกาสสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม EV ให้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกของภูมิภาค ภาครัฐจึงได้ออกมาตรการสนับสนุนทั้งด้านภาษี การลงทุน และการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

s__401702997_0

“ความร่วมมือกับบริษัท เอ็กซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างระบบนิเวศด้านยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการเชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในอุตสาหกรรม และสามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต” รองอธิการบดี DPU เปิดเผย

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีแผนพัฒนาหลักสูตรด้านยานยนต์ไฟฟ้าให้มีความหลากหลายมากขึ้นในอนาคต โดยมีแนวคิดในการเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เพื่อรองรับนักศึกษานานาชาติและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในระดับสากล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาบุคลากรด้าน EV ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวรถยนต์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบแบตเตอรี่ ระบบอัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ และเป็นพื้นที่สำคัญของการวิจัยและนวัตกรรมในอนาคตของประเทศไทย

ด้าน ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนากำลังคนให้มีทักษะความรู้ที่ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งมุ่งสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ดร.พีระยุทธ กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้สอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการสร้างความร่วมมือกับธุรกิจชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญในตลาด Smart EV ของประเทศไทย จะช่วยส่งเสริมทั้งการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย และองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา

s__401702998

ขณะที่ นางสาวอภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากยานยนต์พลังงานเชื้อเพลิงสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในระบบยานยนต์สมัยใหม่

XPENG ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยี Smart EV มองบทบาทของตนเองมากกว่าการเป็นเพียงผู้ผลิตหรือจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านระบบอัจฉริยะ การขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ และระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ ระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะ รวมถึงการพัฒนายานยนต์รูปแบบใหม่ในอนาคต

นางสาวอภิวันท์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่คือ “การพัฒนาบุคลากร” ที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ดังนั้นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการสร้างกำลังคนคุณภาพเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันดำเนินความร่วมมือใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาบุคลากรผ่านโอกาสการฝึกงาน สหกิจศึกษา และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาด้านวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า เช่น ระบบอัจฉริยะ แบตเตอรี่ และซอฟต์แวร์ รวมถึงการเปิดโอกาสด้านการจ้างงานให้กับนักศึกษาที่มีศักยภาพหลังสำเร็จการศึกษา

“เรามองว่าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในครั้งนี้ จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาคในอนาคต” นางสาวอภิวันท์ กล่าว

ทั้งนี้ นางสาวอภิวันท์ ยังได้กล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์และคณะผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งเชื่อว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านวิชาการ ภาคธุรกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาวต่อไป

อัลบั้มภาพ 6 ภาพ

อัลบั้มภาพ 6 ภาพ ของ DPU จับมือ XPENG (Thailand) พัฒนา “ศักยภาพ” กำลังคน–งานวิจัยยานยนต์ไฟฟ้า

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล